Category

TH

ZTE เปิดตัวโซลูชัน SuperDSS ใหม่สำหรับ Dynamic Spectrum Sharing แบบ Tri-RAT

By | PR, TH

เซินเจิ้น จีน–19 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ZTE Corporation (0763.HK / 000063.SZ) ผู้ให้บริการรายใหญ่ของโลกด้านโซลูชันโทรคมนาคมและเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมือถือสำหรับองค์กรและผู้บริโภค เปิดตัวโซลูชัน SuperDSS ที่เป็นเอกลักษณ์ของอุตสาหกรรมสำหรับ dynamic spectrum sharing แบบ tri-RAT โดยโซลูชันนี้เป็นการยกระดับนวัตกรรมที่สำคัญของโซลูชัน Magic Radio Pro ในยุค 5G เพื่อให้สามารถทำการแชร์คลื่นความถี่แบบ multi-RAT ได้เมื่อนำย่านความถี่ FDD แบบดั้งเดิมมาจัดสรรใหม่ให้กับคลื่นความถี่ 5G ด้วยความสามารถของ dynamic spectrum sharing (DSS) ในกลุ่มคลื่นความถี่ 2G/4G/5G และคลื่นความถี่ 3G/4G/5G ทำให้ SuperDSS เป็นหนทางที่เหมาะสมสำหรับการใช้งาน 5G ความเร็วสูง และในเวลาเดียวกันก็ให้ประสบการณ์บริการเสียงแบบดั้งเดิมในช่วงย่านความถี่ 1800MHz หรือ 2100MHz เพื่อให้ได้คลื่นความถี่ที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สูงที่สุด

ZTE ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าและประสบการณ์การใช้งานเชิงพาณิชย์ที่หลากหลายในส่วนของการใช้คลื่นความถี่ร่วมเพื่อเปิดตัวโซลูชัน dynamic spectrum sharing แบบ tri-RAT ในฐานะส่วนหนึ่งของโซลูชัน Magic Radio Pro ที่มีชื่อเสียง นอกจากนี้ ยังมีโซลูชันแบบ dual-RAT ซึ่งช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถใช้งาน 5G ซึ่งเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีชั้นนำในด้านนี้ได้อีกครั้งด้วยความยืดหยุ่นกว่าเดิมมาก

โซลูชัน SuperDSS ของ ZTE รองรับการแชร์คลื่นความถี่เต็มรูปแบบทั้งในกลุ่ม 2G/4G/5G หรือ 3G/4G/5G ที่ใช้ย่านความถี่ 1800MHz หรือ 2100MHz ได้ในเวลาเดียวกัน ทั้งยังสามารถใช้งานได้กับย่านความถี่บนระบบ 2G หรือ 3G และมอบสเปตรัมมากสุดให้กับ LTE และ NR ซึ่งจะช่วยเพิ่มสมดุลให้กับการให้บริการเสียงแบบดั้งเดิมและบริการ 5G ยกตัวอย่างเช่น ปกติแล้ว การใช้งานแบนด์วิดท์ 20MHz จะต้องมีผู้ให้บริการ UMTS อย่างน้อยหนึ่งรายที่ถูกสงวนไว้สำหรับความต้องการด้านเสียงของผู้ใช้ UMTS จึงทำให้ 4G/5G DSS สามารถทำงานได้แค่บนแบนด์วิดท์ 15MHz เท่านั้น แต่สำหรับ ZTE SuperDSS แล้วทั้งคลื่นความถี่ 3G, 4G และ 5G สามารถแชร์กับแบนด์วิดท์ 20MHz ได้ทั้งหมด นอกจากนี้ ยังช่วยให้ผู้ให้บริการแบนด์วิดท์ UMTS สามารถปรับการทำงานได้แบบเรียลไทม์ตามความต้องการในขณะนั้นด้วย

โซลูชัน ZTE Magic Radio Pro ซึ่งเป็นโซลูชัน dynamic spectrum sharing แบบ multi-RAT ที่มีความครอบคลุมมากที่สุดในอุตสาหกรรม มอบความสามารถในการรับส่งข้อมูลแบบ dynamic spectrum sharing ได้สูงถึง 7 สถานการณ์ โดยใช้ประโยชน์จากการเข้าถึงเทคโนโลยีเครือข่าย 5 ตัว (GSM, UMTS, LTE, NB-IoT และ NR) ทั้งนี้ ZTE ในฐานะผู้นำนวัตกรรม ซึ่งสั่งสมประสบการณ์ในเรื่อง dynamic spectrum sharing แบบ multi-RAT มาตั้งแต่ปี 2557 จะเข้าไปช่วยเหลือผู้ให้บริการในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและสร้างความสามารถการแข่งขันในตลาด ขณะเดียวกันก็จะผลักดันให้มีการเลิกใช้เทคโนโลยีล้าสมัยเพื่อเปลี่ยนเข้าสู่เฟสใหม่ของการใช้งานเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างราบรื่น พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพการลงทุนของบรรดาผู้ให้บริการให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ZTE คือผู้จัดหาระบบโทรคมนาคมที่ทันสมัย รวมถึงอุปกรณ์มือถือและโซลูชันเทคโนโลยีระดับองค์กรให้กับผู้บริโภค ผู้ให้บริการเครือข่าย บริษัท และลูกค้าระดับภาครัฐ ส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ ZTE คือความมุ่งมั่นในการจัดหานวัตกรรมแบบบูรณาการและครบวงจรให้กับลูกค้า เพื่อมอบความเป็นเลิศและคุณค่าในขณะที่เซกเตอร์โทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศมาบรรจบกัน บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงและเซินเจิ้น (รหัสหุ้นฮ่องกง: 0763.HK / รหัสหุ้นเซินเจิ้น: 000063.SZ) ZTE จำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการในกว่า 160 ประเทศทั่วโลก

สื่อติดต่อ:

Margaret Ma
ZTE Corporation
โทร: +86 755 26775189 
อีเมล: [email protected]

Related Links :

www.zte.com.cn

Are you a Corporate Representative of ZTE Corporation, an investor, or a member of the Business Press?



XCMG สนับสนุนการสร้างโรงพยาบาลหลายแห่งเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

By | PR, TH

ซูโจว, จีน–18 กุมภาพันธ์ 2563–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) บริษัท XCMG (SZ:000425) ผู้ผลิตเครื่องจักรก่อสร้างชั้นนำของจีน ได้ส่งผลิตภัณฑ์รวม 329 รายการ เช่น รถเครน รถขุด รถบดถนน รถตัก และรถปั๊มคอนกรีต ไปช่วยก่อสร้างโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินหลายแห่งใน 8 เมืองทั่วประเทศจีน ซึ่งรวมถึงโรงพยาบาลหั่วเสินซานและโรงพยาบาลเหลยเสินซานในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งสร้างเสร็จเมื่อวันที่ 3 และ 6 กุมภาพันธ์ตามลำดับ

XCMG สนับสนุนการสร้างโรงพยาบาลหลายแห่งเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)


XCMG สนับสนุนการสร้างโรงพยาบาลหลายแห่งเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

ณ วันที่ 31 มกราคม ผลิตภัณฑ์ XCMG จำนวน 83 รายการได้ถูกนำไปใช้สร้างโรงพยาบาลหั่วเสินซานและโรงพยาบาลเหลยเสินซาน เพื่อสนับสนุนคนงานที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมงในการสร้างโรงพยาบาลสนามให้เร็วที่สุดและปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โรงพยาบาลทั้งสองแห่งมีขนาดรวม 2,600 เตียง สามารถรองรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและผู้ป่วยวิกฤต

คุณหวัง หมิน ประธานบริษัท XCMG กล่าวว่า "การสร้างโรงพยาบาลในเวลาเพียง 10 วันถือเป็นความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงสำหรับบริษัทเครื่องจักรก่อสร้าง ทั้งในแง่ของการประสานงานและการทำงานเป็นทีม ความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์นี้เกิดขึ้นได้เพราะทุกคนที่ทุ่มเททำงานในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้"

ระหว่างการก่อสร้างโรงพยาบาลหั่วเสินซาน XCMG เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดด้วยแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ "Hanyun" และสะสมชั่วโมงทำงานรวมกว่า 2,199 ชั่วโมง ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์

แพลตฟอร์ม "Hanyun" ประกอบด้วยระบบตรวจจับความร้อนเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยสามารถตรวจและอัปโหลดข้อมูลอุณหภูมิร่างกายของผู้คนที่ผ่านไปมาตามระบบขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาล โรงเรียน และบริษัทต่าง ๆ เพื่อลดการติดเชื้อและเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรอง

เมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา XCMG ในฐานะประธานสมาคมบริษัทจีนในบราซิล (Assocacao Brasileira De Empresas Chinesas: ABEC) ได้เชิญชวนบริษัทสมาชิกทุกรายมาร่วมต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และในคืนวันนั้น พนักงานของ XCMG Brazil ได้ร่วมกันจัดซื้อเวชภัณฑ์ 10,000 รายการ ซึ่งรวมถึงหน้ากากอนามัยและชุดป้องกัน เพื่อส่งไปยังเมืองอู่ฮั่น

ส่วนในกรุงปักกิ่ง ผลิตภัณฑ์ XCMG จำนวน 24 รายการได้ถูกนำไปใช้ขยายและปรับปรุงโรงพยาบาลเสี่ยวถังซาน ซึ่งอดีตเคยใช้กักกันผู้ป่วยโรคซาร์สมาก่อน

ในเดือนกุมภาพันธ์ XCMG ยังมีส่วนร่วมในการก่อสร้างโรงพยาบาลฉุกเฉินหลายแห่งในเมืองซูโจว เจิ้งโจว ซีอาน เทียนจิน จูไห่ ฯลฯ 

นอกจากนี้ XCMG ยังบริจาคเงิน 5.075 ล้านหยวน (ราว 726,338 ดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อช่วยต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พร้อมกับจัดหาอุปกรณ์การแพทย์กว่า 1,200,000 รายการ เช่น หน้ากากอนามัยแบบใช้สวมขณะผ่าตัด หน้ากาก N95 และชุดป้องกัน โดยรวบรวมมาจาก 23 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก

รูปภาพ – https://photos.prnasia.com/prnh/20200217/2722054-1?lang=0

Related Links :

www.xcmg.com

Are you a Corporate Representative of XCMG, an investor, or a member of the Business Press?



“จีเอ็ม” เร่งเปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจในตลาดต่างประเทศ

By | PR, TH

ดีทรอยต์–17 กุมภาพันธ์ 2563–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

  • ยุติการออกแบบ ผลิต และจำหน่ายรถแบรนด์โฮลเดนภายในปี 2564 พร้อมแสวงหาโอกาสเติบโตในธุรกิจรถเฉพาะกิจ (specialty vehicle)
  • ลงนามข้อตกลงขายโรงงานผลิตในไทยให้บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ส
  • ยุติการจำหน่ายรถเชฟโรเลตในไทยภายในสิ้นปี 2563

บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส หรือ จีเอ็ม (NYSE: GM) กำลังดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อเปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศตามกลยุทธ์ที่วางไว้อย่างครอบคลุมเมื่อปี 2558 เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลักของบริษัท เพิ่มความคุ้มทุน และจัดการกับตลาดที่ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้มากพอ

วันนี้ จีเอ็มได้ประกาศว่าจะลดการออกแบบ ผลิต และจำหน่ายรถในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และยุติธุรกิจรถยนต์โฮลเดนภายในปี 2564 โดยจะโฟกัสไปที่ธุรกิจรถเฉพาะกิจแทน นอกจากนั้นยังประกาศว่า บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ส ของจีน ได้ลงนามข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อซื้อโรงงานผลิตรถยนต์ของจีเอ็มในจังหวัดระยอง และจีเอ็มจะถอนธุรกิจรถยนต์เชฟโรเลตออกจากไทยภายในสิ้นปี 2563

"ดิฉันพูดเสมอว่าเราจะทำสิ่งที่ถูกต้องแม้ว่ามันจะยากก็ตาม และครั้งนี้ก็เช่นกัน" แมรี บาร์รา ประธานและซีอีโอบริษัทจีเอ็ม กล่าว "เรากำลังปรับโครงสร้างธุรกิจในต่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับตลาดที่มีกลยุทธ์เหมาะสมในการสร้างผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ รวมถึงการลงทุนทั่วโลกที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของยานยนต์แห่งอนาคต โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์อัตโนมัติ (AV)"

"การดำเนินการเช่นนี้จะสนับสนุนกลยุทธ์ระดับโลกของเรา แต่เราก็เข้าใจดีว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ที่ทุ่มเทให้กับบริษัทเช่นกัน เราจะสนับสนุนคนของเรา ลูกค้าของเรา และหุ้นส่วนของเรา เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านในตลาดที่ได้รับผลกระทบเป็นไปอย่างราบรื่นและให้ความเคารพกับทุกฝ่าย"

มาร์ค รีอุสส์ ประธานกรรมการบริษัทจีเอ็ม ระบุว่า บริษัทได้พิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ในการทำแบรนด์โฮลเดนต่อไป แต่ไม่มีทางใดสามารถตอบโจทย์ความท้าทายของการลงทุนในตลาดรถพวงมาลัยขวาที่มีขนาดเล็ก รวมถึงเศรษฐศาสตร์ที่สนับสนุนการเติบโตของแบรนด์ และการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมจากการลงทุน

"เรามีความเคารพอย่างสูงสุดต่อมรดกตกทอดและคุณูปการของแบรนด์โฮลเดน รวมทั้งต่อตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์"

"หลังจากทบทวนทางเลือกมากมาย โดยไม่คำนึงถึงความต้องการส่วนตัวของเราในการอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าและตลาด เราได้ข้อสรุปว่าเราไม่สามารถให้ความสำคัญกับการลงทุนเพิ่มเติมเหนือปัจจัยอื่น ๆ ท่ามกลางอุตสาหกรรมโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว"

"เราเชื่อว่าเรามีโอกาสสร้างกำไรจากธุรกิจรถเฉพาะกิจ และตั้งใจจะร่วมมือกับหุ้นส่วนเพื่อทำธุรกิจนี้" เขาสรุป

นอกจากนี้ จีเอ็มยังวิเคราะห์อย่างละเอียดเกี่ยวกับการผลิตในอนาคตของโรงงานที่จังหวัดระยอง โดยพบว่าอัตราการใช้ประโยชน์โรงงานและปริมาณการผลิตในระดับต่ำทำให้การผลิตที่โรงงานแห่งนี้ไม่มีความยั่งยืน และเมื่อไม่มีการผลิตในประเทศ เชฟโรเลตก็ไม่สามารถแข่งขันในตลาดรถใหม่ของไทย

สตีฟ คีเฟอร์ รองประธานอาวุโสบริษัทจีเอ็ม และประธานกรรมการบริษัท จีเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า การตัดสินใจเช่นนี้สอดคล้องกับการประกาศเมื่อเดือนมกราคมว่าจีเอ็มจะขายโรงงานผลิตในเมืองทาเลกอน ประเทศอินเดีย ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในเกาหลี รวมถึงลงทุนและยกระดับการดำเนินงานในอเมริกาใต้

"การตัดสินใจเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็จำเป็นต้องทำเพื่อสนับสนุนเป้าหมายในการผลักดันให้จีเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล เดินหน้าไปสู่การเติบโตและการสร้างกำไร"

"จีเอ็มมีสถานะที่ดีในตลาดหลัก ๆ ของจีเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล ได้แก่ อเมริกาใต้ ตะวันออกกลาง และเกาหลี"

จูเลียน บลิสเส็ต รองประธานอาวุโสของจีเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล โอเปอเรชั่นส์ กล่าวว่า นอกจากการดำเนินการตามแผนในตลาดหลัก ๆ ในต่างประเทศแล้ว จีเอ็มยังเดินหน้ายกระดับความร่วมมือในตลาดอื่น ๆ เช่น อุซเบกิสถาน ด้วยการถ่ายโอนสินทรัพย์และสร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งเพื่อลดต้นทุนในตลาดที่มีการเติบโต

"ในตลาดที่ธุรกิจของเราไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก เช่น ญี่ปุ่น รัสเซีย และยุโรป เราจะเน้นตลาดเฉพาะกลุ่มด้วยการจำหน่ายรถยนต์นำเข้าระดับไฮเอนด์ที่ทำกำไร ด้วยการสนับสนุนจากโครงสร้างที่คล่องตัวของจีเอ็ม"

"เราจะดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจที่สำคัญเหล่านี้ต่อไป พร้อมกับเดินหน้าเปลี่ยนผ่านในตลาดที่ได้รับผลกระทบอย่างราบรื่นและให้ความเคารพกับทุกฝ่าย"

ในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ไทย และตลาดส่งออกอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบ ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจีเอ็มจะรับผิดชอบการรับประกันทั้งหมด รวมถึงให้บริการและจัดหาอะไหล่ ตลอดจนจัดการกับการเรียกคืนหรือปัญหาด้านความปลอดภัยต่อไป โดยจะมีการประสานงานกับหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ในส่วนนี้

บริษัทคาดว่าผลจากการเปลี่ยนแปลงในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และไทย จะก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายสุทธิที่เป็นเงินสดราว 300 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินสดและที่ไม่ใช่เงินสดรวม 1.1 พันล้านดอลลาร์ ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในไตรมาสแรกและต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสสี่ของปี 2563 โดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษสำหรับการปรับกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี กำไรต่อหุ้นปรับลด และกระแสเงินสดอิสระ

ข้อควรระวังเกี่ยวกับข้อความคาดการณ์อนาคต: ข่าวประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยข้อความคาดการณ์อนาคตเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ข้อความเหล่านี้มาจากการคาดการณ์และการวิเคราะห์จากประสบการณ์และมุมมองของเราต่อแนวโน้มในอดีต สภาพการณ์ปัจจุบัน และสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ตลอดจนปัจจัยอื่น ๆ ที่เราเห็นว่าเหมาะสมภายใต้สภาพการณ์นั้น ๆ เราเชื่อว่าการตัดสินใจของเราสมเหตุสมผล แต่ข้อความเหล่านี้ไม่ใช่การรับประกันเหตุการณ์หรือผลลัพธ์ทางการเงินใด ๆ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงอาจแตกต่างจากที่คาดการณ์อย่างมากอันเนื่องมาจากปัจจัยสำคัญต่าง ๆ ทั้งปัจจัยบวกและลบ โดยสามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับปัจจัยเหล่านี้ได้ในรายงานประจำปี Form 10-K และเอกสารเพิ่มเติมที่เรายื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ ทั้งนี้ ผู้อ่านไม่ควรยึดถือข้อความคาดการณ์อนาคตมากเกินไป เราไม่มีภาระหน้าที่หรือข้อผูกมัดใด ๆ ในการปรับปรุงหรือแก้ไขข้อความคาดการณ์อนาคต ไม่ว่าจะเป็นผลจากข้อมูลใหม่ สถานการณ์ความคืบหน้าในอนาคต หรือปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อข้อความคาดการณ์อนาคต เว้นแต่กฎหมายกำหนด

เจนเนอรัล มอเตอร์ส หรือ จีเอ็ม (NYSE: GM) เป็นบริษัทระดับโลกที่เอื้อให้ผู้คนเดินทางด้วยวิธีที่ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น และยั่งยืนมากขึ้น เจนเนอรัล มอเตอร์ส รวมทั้งบริษัทลูกและบริษัทร่วมทุน จำหน่ายรถภายใต้แบรนด์ Chevrolet, Buick, GMC, CadillacHolden, Baojun และ Wuling สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัทและบริษัทลูก รวมถึง OnStar ผู้นำระดับโลกด้านความปลอดภัยยานยนต์และบริการด้านความปลอดภัย และ Maven ผู้ให้บริการเดินทางแบบส่วนตัว สามารถดูได้ที่ http://www.gm.com

 

Related Links :

http://www.gm.com

https://www.gm.com

Are you a Corporate Representative of General Motors Co., an investor, or a member of the Business Press?



Cole Haan ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลเสนอขายหลักทรัพย์ต่อก.ล.ต.สหรัฐ

By | PR, TH

นิวยอร์ก, 17 ก.พ. 2020 /พีอาร์นิวส์ไวร์/ — Cole Haan, Inc. ("Cole Haan") ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ แบบ S-1 (Form S-1) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเสนอขายหุ้นสามัญของบริษัทให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ("SEC") ของสหรัฐ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดี จำนวนหุ้นสามัญที่จะเสนอขายและช่วงราคาขายหุ้นนั้นยังไม่มีการกำหนด โดย Cole Haan ได้ยื่นจดทะเบียนหุ้นสามัญในตลาด NASDAQ Global Select Market ภายใต้ชื่อย่อหุ้น "CLHN"

BofA Securities และ Morgan Stanley จะทำหน้าที่เป็นผู้จัดการจัดจำหน่ายหุ้นร่วม (co-lead bookrunning manager) สำหรับการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ ขณะที่ J.P. Morgan และ Goldman Sachs & Co. LLC จะทำหน้าที่เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่าย (lead bookrunning manager) ด้วยเช่นกัน ส่วน Jefferies, Baird, Cowen, Piper Sandler และ Stifel จะทำหน้าที่เป็นผู้จัดจำหน่าย (bookrunning manager)

แบบแสดงรายการข้อมูลเสนอขายหลักทรัพย์ได้มีการยื่นต่อ SEC แล้ว แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ ดังนั้น จึงไม่สามารถขายหรือเสนอซื้อหลักทรัพย์เหล่านี้ได้ก่อนถึงเวลาที่แบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์จะมีผลบังคับใช้ ข่าวเผยแพร่ฉบับนี้ไม่ใช่ข้อเสนอเพื่อขาย หรือการชี้ชวนให้ซื้อหลักทรัพย์เหล่านี้ รวมทั้งจะไม่มีการขายหลักทรัพย์เหล่านี้ในรัฐหรือเขตอำนาจศาลใด ๆ ก็ตามที่การเสนอ การชี้ชวน หรือการขาย ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก่อนการจดทะเบียนหรือการตรวจสอบคุณสมบัติภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ของรัฐหรือเขตอำนาจศาลนั้น ๆ

การเสนอขายหลักทรัพย์เหล่านี้จะดำเนินการผ่านทางหนังสือชี้ชวนเท่านั้น ซึ่งเมื่อหนังสือชี้ชวนจัดทำแล้วเสร็จ ผู้ที่สนใจลงทุนจะสามารถขอสำเนาหนังสือชี้ชวนดังกล่าวได้จาก:

  • BofA Securities, NC1-004-03-43, 200 North College Street, 3rd floor, Charlotte, North Carolina 28255-0001, ส่งถึง: Prospectus Department หรือทางอีเมล: [email protected] หรือ
  • Morgan Stanley & Co. LLC, ส่งถึง: Prospectus Department, 180 Varick Street, 2nd Floor, New York, New York 10014
  • J.P. Morgan Securities LLC, ส่งถึง: Broadridge Financial Solutions, 1155 Long Island Avenue, Edgewood, NY 11717, หรือทางโทรศัพท์ 866-803-9204 หรืออีเมล [email protected]  
  • Goldman Sachs & Co. LLC, ส่งถึง: Prospectus Department, 200 West Street, New York, NY 10282, หรือทางโทรศัพท์ (866) 471-2526, ทางโทรสาร (212) 902-9316 หรือทางอีเมล [email protected]

เกี่ยวกับ Cole Haan

Cole Haan เป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก ซึ่งนำเสนอรองเท้า กระเป๋า และสินค้าไลฟ์สไตล์อื่น ๆ ที่ตอบโจทย์คนทำงานยุคใหม่ที่มีชีวิตแอคทีฟ ไม่หยุดนิ่งและไม่ขาดการติดต่อ Cole Haan เป็นผู้บุกเบิกการสร้างสรรค์รองเท้าและสินค้าไลฟ์สไตล์ประเภทใหม่ ๆ ที่ลูกค้าเลือกสวมใส่ในวันทำงาน ไปจนถึงเวลาออกกำลังกาย และช่วงสุดสัปดาห์ Cole Haan สืบสานมรดกของแบรนด์ที่ตกทอดมายาวนานร่วม 90 ปี ด้วยการผสานงานฝีมือที่ทรงคุณค่าเหนือกาลเวลาเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ Cole Haan มุ่งมั่นที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกค้าได้ใช้ชีวิตอย่างสุดเหวี่ยง ไม่จำเจ

ข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต

ข้อความในข่าวเผยแพร่ฉบับนี้ ที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงในอดีต ถือเป็นข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต ซึ่งข้อความเหล่านี้อิงตามการคาดการณ์ในปัจจุบันของ Cole Haan และขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงในสภาวะการณ์ต่าง ๆ ผลลัพธ์ที่แท้จริงอาจแตกต่างออกไปอย่างมากจากการคาดการณ์เหล่านี้ เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจระดับโลก ภูมิภาค หรือท้องถิ่น, ธุรกิจ, การแข่งขัน, ตลาด, กฎระเบียบ และปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งหลายปัจจัยอยู่นอกเหนือการควบคุมของ Cole Haan ข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตที่ปรากฏอยู่ในข่าวเผยแพร่ฉบับนี้ กล่าวถึงเฉพาะวันที่ในข่าวเผยแพร่ฉบับนี้เท่านั้น Cole Haan ไม่รับผิดชอบในการแจ้งต่อสาธารณะเกี่ยวกับการแก้ไขข้อความให้เป็นปัจจุบันหรือทบทวนข้อความคาดการณ์ แม้ว่าจะมีข้อมูลใหม่ ความเคลื่อนไหวในอนาคต หรืออื่น ๆ เว้นแต่กฎหมายหลักทรัพย์กำหนด

ติดต่อ

Leigh Parrish / Mahmoud Siddig / Kate Thompson
Joele Frank, Wilkinson Brimmer Katcher
(212) 355-4449

Related Links :

http://www.colehaan.com

Are you a Corporate Representative of Cole Haan, an investor, or a member of the Business Press?



ไมโครชิพ เปิดตัวไมโครคอนโทรลเลอร์ PIC(R) ตระกูลใหม่ ย้ายภาระงานจากซอฟต์แวร์สู่ฮาร์ดแวร์ ช่วยให้ระบบตอบสนองได้รวดเร็วขึ้น

By | PR, TH

ผลิตภัณฑ์ตระกูล PIC18-Q43 ของไมโครชิพ รวมอุปกรณ์ต่อพ่วง Core Independent Peripherals หลายชนิดมากขึ้น พร้อมด้วยเครื่องมือพัฒนาที่ครอบคลุม เพื่อปรับปรุงการออกแบบแอปพลิเคชันการควบคุมและการเชื่อมต่อแบบเรียลไทม์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

กรุงเทพฯ, 13 ก.พ. 2563 /พีอาร์นิวส์ไวร์/ — ในการออกแบบระบบที่ใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ (MCU) เป็นพื้นฐานนั้น บ่อยครั้งที่เกิดปัญหาจากซอฟต์แวร์ ทั้งในแง่ของระยะเวลาในการปล่อยระบบออกสู่ตลาด และประสิทธิภาพของระบบ อย่างไรก็ดี ด้วยการปลดเปลื้องภาระงานจำนวนมากจากซอฟต์แวร์ไปยังฮาร์ดแวร์ ไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูล PIC18-Q43 ของบริษัท ไมโครชิพ เทคโนโลยี จำกัด (Nasdaq: MCHP) จึงช่วยให้เหล่านักพัฒนาสามารถนำโซลูชันที่มีสมรรถนะสูงขึ้นออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น

ไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูล PIC18-Q43 จากไมโครชิพ


ไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูล PIC18-Q43 จากไมโครชิพ

การรวมอุปกรณ์เพอริเฟอรัลไว้หลายชนิด ทำให้ไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูลใหม่นี้มีความสามารถครบเครื่องมากขึ้น อีกทั้งยังใช้งานง่ายสำหรับการสร้างสรรค์ฟังก์ชันที่สามารถปรับแต่งได้ในรูปแบบฮาร์ดแวร์ เพอริเฟอรัลต่าง ๆ ที่ปรับแต่งได้นั้น จะเชื่อมต่อกันอย่างชาญฉลาด ซึ่งจะทำให้ค่าความหน่วงใกล้เคียงกับศูนย์มากที่สุดเพื่อความเร็วในการรับส่งข้อมูล ลอจิกอินพุต หรือสัญญาณอนาล็อก โดยที่ไม่ต้องเขียนโค้ดเพิ่มเพื่อปรับปรุงการตอบสนองของระบบแต่อย่างใด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการควบคุมและเชื่อมต่อแบบเรียลไทม์ในแอปพลิเคชันการใช้งานรูปแบบต่าง ๆ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ระบบความปลอดภัย มอเตอร์และอุปกรณ์ควบคุมในอุตสาหกรรม ไฟส่องสว่าง และอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์  (IoT) ไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูล PIC18-Q43 ช่วยลดพื้นที่บอร์ด ลดรายการวัสดุ (BoM) ลดต้นทุนโดยรวม และลดเวลาในการออกสู่ตลาด

Core Independent Peripherals (CIPs) คืออุปกรณ์ต่อพ่วงที่ได้รับการออกแบบมาให้มีความสามารถเสริม เพื่อรับมือกับภาระงานที่หลากหลาย โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยหน่วยประมวลผลกลาง หรือ Central Processing Unit (CPU) ไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูลใหม่มาพร้อม CIPs อย่างเช่น timers, simplified Pulse Width Modulation (PWM) output, CLCs, Analog to Digital Converter with Computation (ADCC), multiple serial communications และอีกมากมาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้นักพัฒนาสามารถปรับแต่งการออกแบบให้เหมาะสมกับรุปการใช้งานเฉพาะด้านได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ CLC เป็นลอจิกที่ตั้งโปรแกรมได้ สามารถทำงานโดยไม่ต้องสนข้อจำกัดความเร็วในการทำงานของซอฟต์แวร์ ทำให้ลูกค้าสามารถออกแบบสิ่งต่าง ๆ เช่น waveform generation, timing measurements และอีกมากมายได้ตามต้องการ CLCs สามารถทำหน้าที่เป็น "กาว" เพื่อเชื่อมต่อเพอริเฟอรัลแบบ on-chip สำหรับการปรับแต่งฮาร์ดแวร์ได้สะดวกง่ายดายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ส่วนอินเทอร์เฟซการสื่อสารแบบ core-independent ซึ่งรวมถึง UART, SPI และ I2C นั้น มอบหน่วยโครงสร้าง (building blocks) ที่มีความยืดหยุ่นและใช้งานง่ายสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการสร้างสรรค์อุปกรณ์ที่ปรับแต่งได้ ขณะที่การเพิ่ม multiple DMA channels และ interrupt management จะช่วยเร่งการควบคุมแบบเรียลไทม์ด้วย simplified software loops ชุดเครื่องมือการพัฒนาที่ครอบคลุมของไมโครชิพจะทำให้ผู้ใช้สามารถสร้างโค้ดแอปพลิเคชันได้ง่ายและรวดเร็ว ตลอดจนปรับแต่งการใช้งาน CIPs ประเภทต่าง ๆ ที่รวมกันอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบ graphical user interface (GUI) ได้ ยิ่งไปกว่านั้น PIC18-Q43 รองรับแรงดันไฟฟ้าสูงสุด 5V ซึ่งเพิ่มความทนต่อสัญญาณรบกวน และทำงานประสานกับเซ็นเซอร์ได้หลากหลายประเภท

"ไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูล PIC18-Q43 มาพร้อม CIPs มากมาย ที่สนับสนุนฟังก์ชันการทำงานได้หลายฟังก์ชัน และแม้แต่ control loops ทั้งลูป ก็สามารถเป็นไปได้ในฮาร์ดแวร์แบบ on-chip ที่สามารถปรับแต่งได้" เกร็ก โรบินสัน ผู้ช่วยรองประธานฝ่ายการตลาด หน่วยธุรกิจไมโครคอนโทรลเลอร์แบบ 8-bit ของไมโครชิพ กล่าว "ด้วยการผสมผสานกันอย่างยืดหยุ่นของ CIPs และ high analog integration ผู้ใช้จะลดเวลาในการพัฒนาลงได้อย่างมีนัยสำคัญ และปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบ ด้วยการทำให้การควบคุม waveform control เป็นอัตโนมัติ รวมไปถึงการกำหนดเวลาและการวัดประเมิน ตลอดจนฟังก์ชันลอจิกด้วย"

เครื่องมือสนับสนุนการพัฒนา

ผลิตภัณฑ์ไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูล PIC18-Q43 ได้รับการสนับสนุนโดยเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาของไมโครชิพ ได้แก่ MPLAB® X IDE และ MPLAB Xpress IDE รวมทั้ง MPLAB Code Configurator (MCC) ซึ่งเป็นปลั๊กอินซอฟต์แวร์ฟรี ที่ให้อินเทอร์เฟซกราฟิกเพื่อปรับแต่งอุปกรณ์เพอริเฟอรัลและฟังก์ชันการทำงานเฉพาะ นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนโดยบอร์ด PIC18F57Q43 Curiosity Nano ซึ่งเป็นบอร์ดสำหรับการพัฒนาที่กะทัดรัดและคุ้มค่า คุ้มราคา โดยมาพร้อมความสามารถในการเขียนโปรแกรมและการแก้ไขจุดบกพร่อง

ราคาและการวางจำหน่าย

ผลิตภัณฑ์ไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูล PIC18-Q43 มาในขนาด แพ็กเกจ และราคาที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง ผู้ที่สนใจสามารถขอรับตัวอย่างผลิตภัณฑ์ทั้งหมดในแพ็กเกจต่าง ๆ หรือสั่งผลิตในปริมาณมาก โดยมีราคาเริ่มต้นที่ชิ้นละ 64 เซนต์สหรัฐ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อพนักงานขายหรือตัวแทนจำหน่ายทั่วโลกที่ได้รับแต่งตั้งจากไมโครชิพ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของไมโครชิพ และสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ที่ระบุในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้ โดยคลิกที่นี่ หรือติดต่อตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตจากไมโครชิพ

แหล่งข้อมูลและภาพ

ดูรูปภาพความละเอียดสูงได้ที่ Flickr หรือติดต่อกองบรรณาธิการ (สามารถนำไปเผยแพร่ได้ตามสะดวก):

เกี่ยวกับ ไมโครชิพ เทคโนโลยี

บริษัท ไมโครชิพ เทคโนโลยี จำกัด เป็นผู้นำด้านการจัดหาเซมิคอนดักเตอร์สำหรับโซลูชั่นควบคุมแบบฝังที่เป็นอัจฉริยะ เชื่อมต่อ และปลอดภัย เครื่องมือพัฒนาที่ใช้งานง่าย ตลอดจนกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุม ช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างสรรค์งานออกแบบได้อย่างเหมาะสม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยง ลดต้นทุนโดยรวมของทั้งระบบ และยังช่วยลดระยะเวลาในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด โซลูชั่นของบริษัทให้บริการลูกค้ามากกว่า 120,000 รายในตลาดอุตสาหกรรม ยานยนต์ ผู้บริโภค อวกาศและการป้องกันประเทศ การสื่อสารและการประมวลผล สำนักงานใหญ่ของไมโครชิพตั้งอยู่ที่เมืองแชนด์เลอร์ รัฐแอริโซนา บริษัทนำเสนอการสนับสนุนด้านเทคนิคที่เป็นเลิศ พร้อมกับการขนส่งและคุณภาพที่เชื่อถือได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของไมโครชิพที่ www.microchip.com

หมายเหตุ : ชื่อและโลโก้ The Microchip โลโก้ Microchip, MPLAB และ PIC เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบริษัท ไมโครชิพ เทคโนโลยี จำกัด ในสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ เครื่องหมายการค้าอื่น ๆ ทั้งหมดที่ระบุถึงในที่นี้ เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทที่เป็นเจ้าของ

รูปภาพ – https://photos.prnasia.com/prnh/20200124/2701768-1?lang=0

 

Related Links :

http://www.microchip.com

Are you a Corporate Representative of Microchip Technology, an investor, or a member of the Business Press?



Great Wall Motor เปิดตัวที่งานมหกรรมยานยนต์อินเดีย รุกเดินหน้าขยายตลาดทั่วโลก

By | PR, TH

นิวเดลี, 5 ก.พ. 2563 /พีอาร์นิวส์ไวร์/ — งานมหกรรมยานยนต์ Auto Expo ครั้งที่ 15 เปิดฉากขึ้นแล้ว ณ กรุงเดลี ประเทศอินเดีย ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ซึ่งบริษัท Great Wall Motor (601633.SS/02333.HK) ผู้ผลิตรถ SUV และรถกระบะที่มีชื่อเสียงระดับโลก ได้เข้าร่วมงานนี้เป็นครั้งแรก ภายใต้ธีมที่ว่าด้วยการก้าวนำโลกเข้าสู่ยุคอัจฉริยะ ในโอกาสนี้บริษัทได้เปิดตัวแบรนด์ Haval และ Great Wall EV พร้อมนำผลิตภัณฑ์เด่นและเทคโนโลยีชั้นนำของบริษัทมาจัดแสดงต่อผู้เข้าชมงานชาวอินเดีย โดยการเข้าร่วมงานในครั้งนี้ยังนับเป็นการส่งสัญญาณว่า บริษัทได้เข้าสู่ตลาดอินเดียแล้วอย่างเป็นทางการ

Great Wall Motor เปิดตัวที่งานมหกรรมยานยนต์อินเดีย รุกเดินหน้าขยายตลาดทั่วโลก


Great Wall Motor เปิดตัวที่งานมหกรรมยานยนต์อินเดีย รุกเดินหน้าขยายตลาดทั่วโลก

Haval ผู้นำตลาด SUV ระดับโลกจากประเทศจีน ไม่เพียงนำ Concept H มาเปิดตัวบนเวทีระดับโลก และเผยวิสัยทัศน์ Vision 2025 ในอินเดียเป็นครั้งแรกเท่านั้น แต่ยังได้จัดแสดงรถ SUVs อัจฉริยะสำหรับตลาดไฮเอนด์ 4 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ F7, F7x, F5 และ H9 ซึ่งทุกรุ่นล้วนสร้างชื่อเสียงติดตลาดโลกมาแล้ว ขณะที่ Great Wall EV ซึ่งเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าภายใต้บริษัท Great Wall Motor ได้ชูไฮไลต์เป็นผลิตภัณฑ์เรือธง 2 รุ่น คือ EV R1 และ EV iQ

ตามแผนกลยุทธ์สำหรับตลาดอินเดียนั้น Great Wall Motor วางแผนที่จะสร้างฐานการดำเนินงานในอินเดีย ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิต การจัดส่ง ไปจนถึงการขาย

Great Wall Motor มีแผนที่จะยกระดับศูนย์ R&D ในเมืองบังคาลอร์ โดยมุ่งเน้นไปที่การผลิตรถยนต์อัจฉริยะที่มีความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคชาวอินเดีย พร้อมเดินหน้าเพิ่มการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา ขณะที่ในส่วนของการผลิตนั้น บริษัทจะเร่งดำเนินการซื้อโรงงาน Talegaon ของ GM India เพื่อสร้างโรงงานผลิตและประกอบเต็มรูปแบบแห่งที่ 10 ทั่วโลก และปรับกระบวนการผลิตให้เข้ากับตลาดท้องถิ่น นอกจากนั้น Great Wall Holdings Group จะลงทุนในการผลิตแบตเตอรีรถยนต์ในอินเดีย ซึ่งจะเป็นการสร้างระบบห่วงโซ่อุปทานโดยสมบูรณ์ ส่วนแบรนด์ Haval จะเปิดตัวรถ SUVs ทุกรุ่นทุกแบบในอินเดีย ขณะที่ Great Wall EV จะเปิดตัวรถหลากหลายรุ่นทั้งสำหรับการเดินทางสาธารณะและรถส่วนบุคคล และนอกจากการขายภายในประเทศแล้ว Great Wall Motor ยังจะส่งออกรถยนต์ที่ผลิตในอินเดียไปยังประเทศอื่น ๆ ด้วย

การขยายธุรกิจในอินเดียไม่เพียงช่วยให้ Great Wall Motor เดินหน้าผลักดันกลยุทธ์การขยายตลาดไปทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังจะยกระดับความสามารถการแข่งขันของบริษัทในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกในอนาคตอีกด้วย  

Photo – https://photos.prnasia.com/prnh/20200205/2709210-1?lang=0

Are you a Corporate Representative of Great Wall Motor, an investor, or a member of the Business Press?



ZTE เตรียมจัดแสดงอุปกรณ์และสมาร์ทโฟน 5G รุ่นใหม่ที่งาน MWC2020

By | PR, TH

เซินเจิ้น จีน, 5 ก.พ. 2020 /พีอาร์นิวส์ไวร์/ — ZTE Corporation (0763.HK / 000063.SZ) ผู้ให้บริการรายใหญ่ของโลกด้านโซลูชั่นโทรคมนาคมและเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมือถือสำหรับองค์กรและผู้บริโภค ประกาศอย่างเป็นทางการในวันนี้ว่า บริษัทจะยกขบวนอุปกรณ์ 5G ใหม่ล่าสุด ซึ่งรวมถึงสมาร์ทโฟน ZTE Axon รุ่นใหม่ที่รองรับการใช้งาน 5G ตลอดจนผลิตภัณฑ์ 5G MBB ที่หลากหลาย อาทิ 5G CPE, 5G Module ไปจัดแสดงที่งาน Mobile World Congress 2020 นอกจากนี้ ZTE ยังเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ZTE Blade รวมไปถึงเทคโนโลยีชั้นนำอื่น ๆ ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าชมงานสามารถจินตนาการได้ถึงชีวิตอัจฉริยะไร้ขีดจำกัดในยุค 5G

ZTE เปิดตัวสมาร์ทโฟน 5G เรือธงรุ่นแรกของแบรนด์ ได้แก่ ZTE Axon 10 Pro ที่งาน MWC2019 และได้มีการจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวในกว่า 10 ประเทศทั่วโลกในปีที่แล้ว ทำให้ ZTE Axon 10 Pro กลายเป็นสมาร์ทโฟน 5G เครื่องแรกที่วางขายในยุโรปเหนือ ตะวันออกกลาง และจีน นอกจากนี้ ZTE ยังได้ร่วมมือกับค่ายมือถือมากกว่า 20 รายทั่วโลกในการจัดจำหน่ายและให้บริการอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่รองรับการใช้งาน 5G

สำหรับในปี 2020 นี้ ZTE จะเปิดตัวอุปกรณ์มือถือ 5G ถึงเกือบ 10 รุ่นทั่วโลก และอุปกรณ์เทอร์มินัล 5G รวมอย่างน้อย 15 รุ่น โดยในประเทศจีนนั้น ZTE ตั้งเป้าวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ 5G ในราคาตั้งแต่ 1,000 – 3,000 หยวน

นอกจากจัดแสดงอุปกรณ์เทอร์มินัลที่งาน MWC2020 แล้ว ZTE จะนำเสนอความสำเร็จที่โดดเด่นในด้านนวัตกรรม 5G และโซลูชัน 5G แบบครบวงจร ในมิติของ "5G Networking Practice" และ "5G Business Exploration" ภายใต้แนวคิดหลัก "Towards 5G Business Success" ขอเชิญเยี่ยมชมบูทของ ZTE ที่งาน Mobile World Congress 2020 ได้ที่ 3F30, Hall 3, FIRA GRAN VIA ระหว่างวันที่ 24-27 กุมภาพันธ์นี้

ปัจจุบัน ZTE ทำสัญญา 5G เชิงพาณิชย์ 35 ฉบับในตลาดหลัก ๆ เช่น ยุโรป เอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลางและแอฟริกา (MEA) โดย ZTE จัดสรรรายได้ 10% ต่อปีให้กับการวิจัยและพัฒนา และมีบทบาทผู้นำในองค์การกำหนดมาตรฐานสากล

สื่อมวลชนติดต่อ:

Margrete Ma
โทร. +86-755-26775189 / 13641437743
อีเมล: [email protected]

Related Links :

www.zte.com.cn

Are you a Corporate Representative of ZTE Corporation, an investor, or a member of the Business Press?



Proya ตั้งกองทุนสาธารณะการกุศล 2.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มุ่งสนับสนุนการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส 2019-nCoV

By | PR, TH

บริจาคเงินสดและอุปกรณ์การแพทย์ล็อตแรกเป็นที่เรียบร้อย

หางโจว, จีน–30 ม.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ด้วยพันธกิจขององค์กรในการมอบ "ชีวิตที่งดงามและดีกว่า" บริษัท Proya Cosmetics จำกัด (SHA: 603605) จึงขอมีส่วนร่วมในการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (2019-nCoV) ในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้

ตั้งกองทุนสาธารณะการกุศลในวงเงิน 2.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อบริจาคเงินสดและอุปกรณ์การแพทย์ที่กำลังขาดแคลน

หลังจากที่เกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดของไวรัส 2019-nCoV ในเมืองอู่ฮั่น ทางผู้ร่วมก่อตั้งและทีมผู้บริหารระดับอาวุโสของ Proya ก็ได้ทำงานอยู่ตลอดเวลาร่วมกับสภากาชาดอู่ฮั่น เพื่อทำความเข้าใจความต้องการที่แท้จริง พร้อมรุกจัดตั้งทีมงานในต่างประเทศเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ป้องกันทางการแพทย์จากประเทศต่าง ๆ ทั่วยุโรป อันเป็นที่ต้องการอย่างเร่งด่วนในเมืองอู่ฮั่น

Proya ยังได้ประกาศจัดตั้งกองทุนสาธารณะการกุศลในวงเงินถึง 15 ล้านหยวน (ประมาณ 2.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) อย่างเป็นทางการ เพื่อใช้จัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ รองรับการบริจาคเงินสด และให้ความช่วยเหลือต่อพนักงานและพาร์ทเนอร์ที่ติดเชื้อ รวมถึงครอบครัวของบุคคลเหล่านี้ ตลอดจนเป้าหมายอื่น ๆ ทางการกุศล

บริษัทได้บริจาคเงินสด 3 ล้านหยวน (ประมาณ 430,000 ดอลลาร์สหรัฐ) รวมถึงหน้ากากกันเชื้อโรคและอุปกรณ์การแพทย์ฉุกเฉินอื่น ๆ ที่ซื้อมาจากยุโรปรวมกันเป็นมูลค่า 280,000 ยูโร (ประมาณ 2.14 ล้านหยวน) ให้สภากาชาดอู่ฮั่นและสภาการกุศลแห่งอู่ฮั่นแล้ว เพื่อนำไปป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งเป็นความช่วยเหลือล็อตแรก และในขณะเดียวกัน บริษัทยังคงเดินหน้าเฟ้นหาอุปกรณ์การแพทย์ทั่วโลก เพื่อมอบให้แก่พื้นที่ที่ขาดแคลน

หนังสือรับรองการบริจาคของ Proya


หนังสือรับรองการบริจาคของ Proya

จัดตั้งคณะทำงานพิเศษรับมือการแพร่ระบาด

คณะทำงานพิเศษที่มีขึ้นเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดนี้ จะแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรค รวมถึงมาตรการป้องกันและควบคุมที่ทางการจีนได้ประกาศไว้ให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ขณะเดียวกัน Proya จะตระเตรียมสิ่งต่าง ๆ เพื่อรองรับการกลับมาทำงานหลังเทศกาลตรุษจีน ทั้งสำนักงานแบบออนไซต์ สำนักงานเคลื่อนที่ การประชุมทางโทรศัพท์ และโมเดลการทำงานอื่น ๆ เพื่อตอบรับกับคำสั่งของรัฐบาลท้องถิ่นในการใช้มาตรการป้องกันในสำนักงาน ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าเชื้อ การจัดหาหน้ากากกันเชื้อโรค และอื่น ๆ โดยสำหรับพนักงานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด ทางคณะทำงานจะคอยติดตามข่าวสารและข้อมูลอัพเดทอยู่เป็นระยะ และให้คำแนะนำพนักงานเกี่ยวกับแนวปฏิบัติในการปกป้องตนเอง

การฆ่าและทำลายเชื้อที่อาคารของ Proya


การฆ่าและทำลายเชื้อที่อาคารของ Proya

มาตรการฉุกเฉินในส่วนงานบริการลูกค้า

นับตั้งแต่วันนี้ หน้าร้านของ Proya ทุกสาขาจะปรับชั่วโมงทำงานตามสถานการณ์ในพื้นที่ โดยในช่วงเวลานี้ เราขอแนะนำให้ลูกค้าสื่อสารกับผู้ให้คำปรึกษาด้านความงามบนระบบออนไลน์ หรือซื้อสินค้าจากร้านค้าออนไลน์ของ Proya ซึ่งจะยังคงให้บริการตามปกติ

ทั้งนี้ Proya จะเดินหน้าสนับสนุนความพยายามในการบรรเทาการแพร่ระบาดของโรคอย่างเต็มที่ พร้อมยกระดับความเชื่อมั่น และร่วมงานกับฝ่ายต่าง ๆ โดยบริษัทเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า Proya และทุกคนจะผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปด้วยกันได้ในช่วงตรุษจีนนี้ เพราะ Proya และทุกคนไม่เคยอยู่ห่างกัน

รูปภาพ – https://photos.prnasia.com/prnh/20200128/2704198-1-a?lang=0
รูปภาพ – https://photos.prnasia.com/prnh/20200128/2704198-1-b?lang=0

Are you a Corporate Representative of Proya, an investor, or a member of the Business Press?



ZTE จับมือ China Telecom ใช้เทคโนโลยี 5G ช่วยแพทย์จีนวินิจฉัยผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาผ่านทางไกลสำเร็จเป็นครั้งแรก

By | PR, TH

เซินเจิ้น จีน, 29 ม.ค.2563 /พีอาร์นิวส์ไวร์/ — ZTE Corporation (0763.HK/000063,SZ) ผู้ให้บริการรายใหญ่ของโลกด้านโซลูชั่นโทรคมนาคมและเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมือถือสำหรับองค์กรและผู้บริโภค ประกาศในวันนี้ว่า ZTE และบริษัท China Telecom สาขาเสฉวน ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยี 5G ล่าสุดเพื่อช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ผ่านทางไกลเป็นครั้งแรก ด้วยแบนด์วิดท์สูงและความหน่วงต่ำของสัญญาณ 5G ทำให้การวินิจฉัย รวมถึงการรักษาทางไกล มีประสิทธิภาพและสะดวกมากขึ้น ซึ่งการวินิจฉัยโรคทางไกลด้วยเทคโนโลยี 5G ครั้งแรกนี้เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลเวสต์ไชน่า และศูนย์คลินิกสาธารณสุขเฉิงตู แห่งมหาวิทยาลัยเสฉวน

ทั้งนี้ ZTE ใช้อุปกรณ์ CPE เพื่ออำนวยการบริการต่าง ๆ ด้วยวิธีการส่งสัญญาณ 5G ภายนอกอาคาร พร้อมกับสร้างจุดกระจายสัญญาณภายในอาคารอย่างครอบคลุม โดยเมื่อวันที่ 25 มกราคม สถานีฐาน 5G ได้ถูกสร้างขึ้นภายในอาคาร ทำให้สามารถเชื่อมต่อห้องประชุมที่โรงพยาบาลเวสต์ไชน่ากับระบบการวินิจฉัยและรักษาทางไกลได้

ต่อมาในวันที่ 26 มกราคม ZTE ดำเนินการติดตั้งระบบวินิจฉัยและรักษาทางไกลได้แล้วเสร็จอย่างรวดเร็วอีกหนึ่งจุด พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครือข่าย ตลอดจนทดสอบความเร็วและกำกับดูแลระบบกระจายสัญญาณ 5G ทำให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งเสฉวน โรงพยาบาลเวสต์ไชน่า และศูนย์คลินิกสาธารณสุขเฉิงตู สามารถประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทั้งปรึกษาหารือเกี่ยวกับการวินิจฉัยและแนวทางการรักษาผ่านวิดีโอทางไกลได้

เพื่อให้สอดคล้องกับการเตรียมงานของคณะกรรมการสุขภาพแห่งเสฉวน ระบบประชุมทางไกล 5G จะทำให้โรงพยาบาลเวสต์ไชน่าแห่งมหาวิทยาลัยเสฉวน กลายเป็นศูนย์กลางในการให้คำแนะนำด้านการวินิจฉัยและรักษาแก่โรงพยาบาลกลุ่มแรกจำนวน 27 แห่งที่รับและรักษาผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ สำหรับขั้นตอนต่อไป ZTE จะสร้างระบบวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสโคโรนาทางไกลผ่าน 5G แห่งแรกของจีนที่ครอบคลุมสามระดับ ได้แก่ มณฑล เมือง และอำเภอในเสฉวน เพื่อมอบ "เครือข่ายที่เป็นหนึ่งเดียว" สำหรับการวินิจฉัยโรคทางไกลให้กับบรรดาโรงพยาบาลแนวหน้าที่ช่วยเมืองอู่ฮั่น ส่วนในอนาคตนั้น ZTE จะปรึกษาหารือกับทีมแพทย์กู้ชีพซึ่งถือเป็นทีมงานส่วนหน้าในเมืองอู่ฮั่น ผ่านทางเครือข่าย 5G เพื่อที่ผู้ป่วยวิกฤตในอู่ฮั่นจะได้มีโอกาสรับการวินิจฉัยและการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลเวสต์ไชน่า

ZTE คือผู้จัดหาระบบโทรคมนาคมที่ทันสมัย รวมถึงอุปกรณ์มือถือและโซลูชั่นเทคโนโลยีระดับองค์กรให้กับผู้บริโภค ผู้ให้บริการเครือข่าย บริษัท และลูกค้าระดับภาครัฐ ส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ ZTE คือความมุ่งมั่นในการจัดหานวัตกรรมแบบบูรณาการและครบวงจรให้กับลูกค้า เพื่อมอบความเป็นเลิศและคุณค่าในขณะที่เซกเตอร์โทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศมาบรรจบกัน บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงและเซินเจิ้น (รหัสหุ้นฮ่องกง: 0763.HK / รหัสหุ้นเซินเจิ้น: 000063.SZ) ZTE จำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการในกว่า 160 ประเทศทั่วโลก

ปัจจุบัน ZTE ทำสัญญา 5G เชิงพาณิชย์ 35 ฉบับในตลาดหลัก ๆ เช่น ยุโรป เอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลางและแอฟริกา (MEA) โดย ZTE จัดสรรรายได้ 10% ต่อปีให้กับการวิจัยและพัฒนา และมีบทบาทผู้นำในองค์การกำหนดมาตรฐานสากล

Related Links :

www.zte.com.cn

Are you a Corporate Representative of ZTE Corporation, an investor, or a member of the Business Press?



Infineon เปิดตัวอุปกรณ์จ่ายไฟขนาดจิ๋วสำหรับใช้งานกับรถยนต์ ล้ำกว่าด้วยการผลิตแบบ flip-chip

By | PR, TH

มิวนิก, 23 ม.ค. 2020 /พีอาร์นิวส์ไวร์/ — Infineon Technologies AG (FSE: IFX / OTCQX: IFNNY) ก้าวหน้าไปอีกขั้นในการพัฒนาอุปกรณ์จ่ายไฟที่มีขนาดเล็กที่สุดสำหรับการใช้งานกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ โดยบริษัทเป็นผู้ผลิตชิปรายแรกที่เริ่มกระบวนการผลิตและบรรจุชิปแบบพลิก (flip-chip packages) ซึ่งปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดยานยนต์โดยเฉพาะ และล่าสุด Infineon พร้อมแล้วที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์แรกที่ได้จากกระบวนการผลิตดังกล่าว ได้แก่ ตัวควบคุมแรงดันไฟฟ้าแบบเชิงเส้น (linear voltage regulator) รุ่น OPTIREG™ TLS715B0NAV50

ด้วยเทคโนโลยี flip-chip ขนาดบรรจุของ OPTIREG™ TLS715B0NAV50 จึงมีขนาดเล็กกว่าผลิตภัณฑ์อ้างอิงถึง 60%


ด้วยเทคโนโลยี flip-chip ขนาดบรรจุของ OPTIREG™ TLS715B0NAV50 จึงมีขนาดเล็กกว่าผลิตภัณฑ์อ้างอิงถึง 60%

 

 Infineon Technologies Asia Pacific Pte Ltd Logo


Infineon Technologies Asia Pacific Pte Ltd Logo

ในการผลิตชิปด้วยเทคโนโลยี flip-chip นั้น วงจรรวม (ICs) จะถูกวางคว่ำหน้าลงในแพ็กเกจ เพื่อให้ส่วนที่มีความร้อนของ IC อยู่ติดกับ PCB มากกว่า จึงช่วยเพิ่มการเหนี่ยวนำความร้อนได้ 2-3 ส่วน โดยความหนาแน่นของพลังงานไฟฟ้าที่สูงขึ้นจะรองรับอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กลงมากได้ดีกว่าเทคโนโลยีการบรรจุชิปแบบเดิม ๆ

สำหรับขนาดบรรจุของตัวควบคุมแรงดันไฟฟ้าแบบเชิงเส้น (TSNP-7-8 package, 2.0 mm x 2.0 mm) รุ่นใหม่ล่าสุดของ Infineon มีขนาดเล็กลงถึง 60% เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์อ้างอิงในตลาด (TSON-10 package, 3.3 mm x 3.3 mm) ขณะที่ยังคงสมรรถนะในการต้านทานความร้อนได้ดังเดิม คุณสมบัติดังกล่าวทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวใหม่นี้ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานกับบอร์ดที่มีพื้นที่จำกัดมาก อาทิ เรดาร์ และ กล้อง ทั้งนี้ OPTIREG TLS715B0NAV50 ให้แรงดันไฟฟ้า 5 V และปริมาณกระแสไฟฟ้าสูงสุด 150 mA

เทคโนโลยี flip-chip ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในตลาดคอนซูมเมอร์และตลาดอุตสาหกรรมมานานแล้ว อย่างไรก็ดี เนื่องจากข้อกำหนดเรื่องพื้นที่ที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบเรดาร์และกล้อง ทำให้อุปกรณ์จ่ายไฟที่มีขนาดเล็กลง ทว่ามีคุณภาพสูงขึ้นมากนั้น กลายเป็นที่ต้องการเพื่อตอบโจทย์การใช้งานในระบบอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ ซึ่ง Infineon ไม่ได้ทำเพียงแค่พัฒนาคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์คอนซูมเมอร์ที่มีอยู่เดิม แต่ยังพัฒนากระบวนการผลิตสำหรับอุปกรณ์ยานยนต์ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อนำเสนอเทคโนโลยี flip-chip คุณภาพเยี่ยมที่สุดในวงการ

ในอนาคต เทคโนโลยี flip-chip จะเข้ามาช่วยเสริมกลุ่มอุปกรณ์จ่ายไฟสำหรับยานยนต์ในตระกูล OPTIREG ของ Infineon ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยบริษัทกำลังวางแผนที่จะนำเทคโนโลยีนี้ไปประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ประเภท switch mode voltage regulators และ power management ICs ด้วยเช่นกัน

การวางจำหน่าย
ขณะนี้ OPTIREG™ TLS715B0NAV50 มีวางจำหน่ายแล้ว ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.infineon.com/tls715b0na-v50

รูปภาพ – https://photos.prnasia.com/prnh/20200123/2700521-1?lang=0
โลโก้ – https://photos.prnasia.com/prnh/20190619/2502113-1-LOGO?lang=0

Are you a Corporate Representative of Infineon, an investor, or a member of the Business Press?