Category

TH

Adyen เปิดตัวฟีเจอร์ Planet มอบทางเลือกให้ลูกค้าชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ง่ายๆ ในขั้นตอนชำระเงิน

By | PR, TH

อัมสเตอร์ดัม–11 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Adyen (AMS: ADYEN) แพลตฟอร์มชำระเงินระดับโลกที่บริษัทชั้นนำหลายแห่งทั่วโลกเลือกใช้ ประกาศเปิดตัว Planet ฟีเจอร์ล่าสุดที่ได้เข้ามาเติมเต็มผลิตภัณฑ์กลุ่ม Impact[1] โดย Planet จะเปิดทางให้ผู้ค้าของ Adyen ได้มอบโอกาสให้ลูกค้าสามารถเลือกชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ในระหว่างขั้นตอนการชำระเงิน ฟีเจอร์ทางเลือกใหม่ซึ่งสามารถใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมกับผู้ค้าตัวนี้ จะช่วยสนับสนุนโครงการด้านสภาพอากาศโดยตรง (อาทิ โครงการปลูกป่า หรือพลังงานหมุนเวียน) ผู้ค้าสามารถใช้ฟีเจอร์ Planet ได้ง่ายๆ โดยไม่ทำให้ขั้นตอนการชำระเงินยุ่งยากขึ้น เนื่องจากเป็นเพียงทางเลือกในการสร้างสมดุลให้กับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งจะเกิดขึ้นหลังขั้นตอนการชำระเงิน

เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพของข้อมูลการคำนวนปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อการซื้อ 1 ครั้ง Adyen ได้จับมือกับ South Pole สร้างเครื่องมือคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก[2] ของตัวเองขึ้นมา และสำหรับการคัดเลือกโครงการด้านสภาพอากาศ ทางบริษัทได้ผนึกกำลังกับ South Pole ในบทบาทอันสำคัญยิ่งนี้ เพื่อใช้ประสบการณ์อันล้ำค่ากว่าทศวรรษในการสร้างอิทธิพลเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม

หนึ่งในผู้ค้ากลุ่มแรกที่จะได้ใช้งาน Planet คือ Kazidomi เครือซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ที่มีเป้าหมายสร้างสุขภาพที่ดีให้กับผู้คน

"เราเลือกเป็นพันธมิตรกับบริษัทที่มีวิสัยทัศน์มุ่งเน้นสร้างความยั่งยืน เช่นเดียวกับที่เราเป็นองค์กรแนวหน้าที่มุ่งคุ้มครองผู้บริโภคตามหลักความยั่งยืน การมุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมบนพื้นฐานความเชื่อเดียวกันคือสิ่งที่นิยามรูปแบบการทำงานของเราได้ดีที่สุด และเป็นเหตุผลเดียวกับที่เราเลือกใช้ฟีเจอร์ Planet เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้เพิ่ม Planet เข้าสู่ประสบการณ์การชำระเงินที่ราบรื่นที่เราได้มอบแด่ลูกค้าที่มาช็อปปิ้งบนแพลตฟอร์มเดี่ยวของ Adyen" Olivier Vangest หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีของ Kazidomi กล่าว

"การรับผิดชอบต่อรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Footprint) เป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ของเราในการทำธุรกิจในสังคมปัจจุบัน และเพื่อก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดดังกล่าว เราได้สร้าง Planet ขึ้นมา ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ช่วยยกระดับเทคโนโลยีของเราให้สามารถช่วยผู้ค้ามาร่วมสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมได้ ด้วยความร่วมมือกับผู้ค้า เราจะสามารถสร้างอิทธิพลเชิงบวกด้านสิ่งแวดล้อมได้มากกว่าเดิม" Ingo Uytdehaage กรรมการบริหารฝ่ายการเงินของ Adyen กล่าว

เกี่ยวกับ Adyen

Adyen (AMS: ADYEN) คือแพลตฟอร์มชำระเงินที่บริษัทชั้นนำทั่วโลกเลือกใช้ โดยมีโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรที่ทันสมัยซึ่งเชื่อมโดยตรงกับบัตร Visa, MasterCard และรูปแบบการชำระเงินที่ลูกค้าทั่วโลกพึงพอใจ นอกจากนี้ แพลตฟอร์มของ Adyen ยังสามารถรองรับการชำระเงินผ่านทุกช่องทาง ทั้งทางออนไลน์ โทรศัพท์มือถือ และ ณ จุดขาย ทั้งนี้ Adyen มีสำนักงานกระจายอยู่ทั่วโลก และให้บริการลูกค้ารายใหญ่อย่าง Facebook, Uber, Spotify, Casper, Bonobos และ L’Oreal ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์และฟีเจอร์ใหม่ ๆ จะมีการประกาศในข่าวประชาสัมพันธ์และการอัปเดตผลิตภัณฑ์บนเว็บไซต์ของบริษัท

รับชมข้อมูลด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของ Adyen ได้ที่  https://www.adyen.com/social-responsibility

เกี่ยวกับ Kazidomi

Kazidomi เป็นมากกว่าร้านค้าออนไลน์ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เนื่องจาก Kazidomi เป็นองค์กรที่ต้องการสร้างความแตกต่างด้วยการเร่งสร้างสรรค์รูปแบบการบริโภคที่ยั่งยืนมากขึ้น คำสัญญาของ Kazidomi คือการคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพของคุณและโลกใบนี้ในราคายุติธรรมด้วยระบบสมาชิก โดยสมาชิก Kazidomi จะได้รับส่วนลดพิเศษจากสินค้ากว่า 3,500 รายการที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี ผ่านความร่วมมือกับคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ Kazidomi มุ่งมั่นที่จะค้นหาผลิตภัณฑ์ที่สดสะอาด และเปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมที่ปรับให้เข้ากับค่านิยมและพฤติกรรมการบริโภคของทุกคนอย่างสมบูรณ์ 100% เต็ม ทั้งนี้ Kazidomi ได้รับการรับรอง B-Corp ตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่รับรองถึงความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ความโปร่งใส และการกำกับดูแลขั้นสูงสุด Kazidomi ยืนยันว่า เราทุกคนสามารถ "ทำธุรกิจเป็นพลังเพื่อความดี’ ได้ และทางบริษัทจะไม่หยุดอยู่แค่นั้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Kazidomi ตัดสินใจมอบทางเลือกให้ลูกค้าสามารถชดเชยปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ร่วมกับ Adyen

รับชมข้อมูลด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของ Kazidomi ได้ที่ https://www.kazidomi.com/en/environnement

เกี่ยวกับ South Pole

South Pole ตระหนักดีว่า การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศของภาคเอกชนมีความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก และเพื่อใช้ประโยชน์จากศักยภาพดังกล่าว South Pole จึงมุ่งมั่นทำงานร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างอิทธิพลอย่างเป็นรูปธรรมในการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศ ผ่านการพัฒนาโครงการด้านสภาพภูมิอากาศโดยตรง ทั้งนี้ South Pole ก่อตั้งขึ้นในปี 2549 ปัจจุบันมีพนักงานราว 500 คนในสำนักงานทั้งสิ้น 18 แห่งทั่วโลก อีกทั้งบริษัทยังได้พัฒนาโครงการกว่า 1,000 โครงการที่รับผิดชอบต่อการกำจัด ลด หรือหลีกเลี่ยงค่าคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) กว่า 100 ล้านตัน อนึ่ง South Pole ได้ทำงานร่วมกับบริษัทและองค์กรมากกว่า 1,000 แห่งบนเส้นทางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้ดีขึ้นกว่าเดิม

[1] www.adyen.com/social-responsibility/impact

[2] ฟีเจอร์ผลิตภัณฑ์ซึ่งทำหน้าที่ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีหน่วยเป็นตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ครอบคลุมก๊าซเรือนกระจก 6 ชนิดที่ระบุไว้ในพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol by the United Nations Framework Convention on Climate Change) ประกอบด้วย คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีเทน (CH4) ไนตรัสออกไซด์ (N2O) ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) เปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PCFs) และซัลเฟอร์เฮกซาฟลูโอไรด์ (SF6)

โลโก้ – https://mma.prnasia.com/media2/1490851/Logo__Adyen_green_RGB_Logo.jpg?p=medium600

Related Links :

https://www.adyen.com

Are you a Corporate Representative of Adyen, an investor, or a member of the Business Press?



LTI ได้รับเลือกเป็น Partner of the Year 2020 ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและออสเตรเลียและนิวซีแลนด์โดย WSO2

By | PR, TH

– เพื่อร่วมมือกันสร้างโซลูชันบนการจัดการ API และไมโครเซอร์วิสสำหรับตลาดโลก

มุมไบ, อินเดีย, 11 พฤษภาคม 2564 /PRNewswire/ — Larsen & Toubro Infotech (BSE: 540005) (NSE: LTI) บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและโซลูชันดิจิทัลระดับโลก ได้รับเลือกเป็น Partner of the Year 2020 ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและออสเตรเลียและนิวซีแลนด์โดย WSO2 บริษัท LTI ได้รับการยอมรับในฐานะที่สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญด้าน WSO2 ได้อย่างรวดเร็วและนำเสนอโซลูชันบนแพลตฟอร์มการจัดการ API โอเพ่นซอร์สของ WSO2 และการบูรณาการองค์กร

LTI มีตำแหน่งที่โดดเด่นท่ามกลางพันธมิตรของ WSO2 เนื่องจากการนำไปใช้งานแบบครบวงจร, การโยกย้ายและบริการ AMS, การประเมินผลิตภัณฑ์และบริการประเมิน ‘Right-Fit’, การมีสาขาทั่วโลก, รูปแบบความร่วมมือเชิงพาณิชย์ที่มีการแข่งขันสูงและสร้างสรรค์ และความสัมพันธ์กับลูกค้าที่ลึกซึ้ง

ในฐานะพันธมิตรด้านเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และการนำไปใช้งานที่ลูกค้า WSO2 มากมายให้ความไว้วางใจ บริษัท LTI ได้ประสบความสำเร็จในการส่งมอบโซลูชันที่มุ่งเน้นและปรับแต่งได้อย่างสูงที่ตรงกับภูมิทัศน์เทคโนโลยีที่ซับซ้อนของลูกค้า

Nachiket Deshpande ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ LTI กล่าวว่า "บริการไมโครเซอร์วิสและการบูรณาการโอเพ่นซอร์สนั้น ช่วยให้องค์กรทั่วโลกมีสถาปัตยกรรมที่ทันสมัยที่สามารถเติบโตและปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางธุรกิจ ความร่วมมือของเรากับ WSO2 จะช่วยให้เราสามารถสร้างนวัตกรรมและแบบจำลองเชิงพาณิชย์ที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงให้แก่ลูกค้าของเราได้ เราจะเดินหน้าลงทุนในความเชี่ยวชาญนี้และใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ของเราและขยายไปทั่วโลก"

LTI เสนอกรอบการทำงานการรวมกลุ่มก้อนเดียวสู่ไมโครเซอร์วิสให้แก่ลูกค้าบนแพลตฟอร์มการจัดการ API และการบูรณาการองค์กรของ WSO2 บริษัท LTI คือพันธมิตรผู้ทำหน้าที่ส่งมอบการบูรณาการระบบระดับโลก (GSI) ด้วยความร่วมมือระดับสูงสุด และเป็น GSI เพียงรายเดียวที่เป็นพันธมิตรด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้วย

Devaka Randeniya ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ของ WSO2 กล่าวว่า "เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ต้อนรับ LTI ในฐานะพันธมิตรปี 2563 ประจำเอเชียแปซิฟิกและออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (Partner of the Year 2020, APAC & ANZ) ด้วยศักยภาพที่โดดเด่นในภูมิภาคนี้ LTI เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นนำในอุตสาหกรรมด้านการบริหารจัดการ API และการบูรณาการของเรา เพื่อมอบโซลูชันสุดล้ำที่สามารถสร้างผลตอบแทนทางการลงทุนอย่างรวดเร็วและรายได้สูงให้กับลูกค้า เราตั้งตารอที่จะได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับการเป็นพันธมิตรกับ LTI เพื่อเร่งให้เกิดการใช้งานโซลูชันดังกล่าวเป็นวงกว้างทั้งในภูมิภาคและทั่วโลก"

LTI ได้ใช้งานบริการที่มีความทันสมัยซึ่งใช้ระบบ API และการบูรณาการแบบกระจายศูนย์กลาง (Decentralized Integration) ในผลิตภัณฑ์ WSO2 โดยทางบริษัทได้พัฒนาระบบช่วยเหลือการบูรณาการอัจฉริยะ (Smart Integration Assistant: SIA) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่มอบบริการแบบบูรณาการสำหรับองค์กรต่อองค์กร (E2E) ขณะที่ WSO2 มีบทบาทสำคัญในสถาปัตยกรรมโดยรวม LTI และ WSO2 พร้อมเดินหน้าส่งมอบแบบจำลองทางการค้าที่มีความสร้างสรรค์และโดดเด่นนี้ให้กับลูกค้าทั่วโลกและผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์จาก ‘APIfication’ ที่แท้จริง

เกี่ยวกับ LTI

LTI (NSE: LTI) เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและโซลูชันดิจิทัลระดับโลก ที่ช่วยให้ลูกค้ามากกว่า 400 รายประสบความสำเร็จในโลกแห่งการเชื่อมต่อผ่านการดำเนินงานใน 31 ประเทศ เราทำเกินกว่าความคาดหวังและความคาดหมายเพื่อช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนเป็นดิจิทัลได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์ม Mosaic ของ LTI ที่นำพาลูกค้าก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งโมบายล์ โซเชียล การวิเคราะห์ อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT) และคลาวด์ LTI ก่อตั้งขึ้นในปี 1997 ในฐานะบริษัทย่อยของ Larsen & Toubro Limited พร้อมด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่หาจากที่ไหนไม่ได้ เพื่อแก้ปัญหาความท้าทายที่ซับซ้อนที่สุดขององค์กรธุรกิจในทั่วทุกอุตสาหกรรม โดยในแต่ละวัน ทีมงาน LTItes มากกว่า 35,000 คนสามารถช่วยให้ลูกค้าปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานทางธุรกิจและเทคโนโลยี ตลอดจนส่งต่อคุณค่าให้แก่ลูกค้า พนักงาน และผู้ถือหุ้นของพวกเขาได้อีกทอดหนึ่ง ติดตามเราทาง @LTI_Global

เกี่ยวกับ WSO2

WSO2 ก่อตั้งในปี 2005 โดยเป็นองค์กรที่ให้บริการเทคโนโลยี Composable Enterprise ทั้งนี้ ซอฟต์แวร์ API แบบโอเพ่นซอร์ส ระบบกระจายศูนย์กลางของเราได้ช่วยให้เหล่านักพัฒนาและสถาปนิกซอฟต์แวร์สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ดิจิทัลได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของตลาด ซึ่งลูกค้าไว้วางใจเลือกใช้เทคโนโลยีของเราจากการเป็นแพลตฟอร์มแบบบูรณาการที่มีความครอบคลุม รวมถึงหลักการแบบโอเพ่นซอร์สและการพลิกโฉมสู่ดิจิทัล แพลตฟอร์มลูกผสมของบริษัทที่ใช้สำหรับการพัฒนา, การใช้ซ้ำ, การรันโปรแกรม และการจัดการแบบบูรณาการ ได้ช่วยป้องกันปัญหาการผูกติดกับผู้ผลิตซอฟต์แวร์รายใดรายหนึ่ง ผ่านการใช้งานซอฟต์แวร์แบบโอเพ่นซอร์สที่รันทั้ง On-premise และบนคลาวด์ WSO2 มีสำนักงานในออสเตรเลีย, บราซิล, เยอรมนี, ศรีลังกา, อังกฤษ และสหรัฐ โดยมีวิศวกร ที่ปรึกษา และผู้เชี่ยวชาญกว่า 600 คนทั่วโลก ปัจจุบันมีแบรนด์ชั้นนำหลายร้อยแห่งและโครงการระดับโลกนับพันที่มียอดการทำธุรกรรมรวมกว่า 18.2 ล้านล้านครั้งต่อปีเลือกใช้เทคโนโลยีแบบบูรณาการของ WSO2 รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://wso2.com และติดตาม WSO2 เราบน LinkedIn และ Twitter

ข้อมูลเพิ่มเติม

– WSO2 ประกาศเป็นพันธมิตรระดับโลกกับ LTI

ติดตามข่าวสารของ LTI :

– อ่านข่าวหรือบล็อกของเรา
– ติดตามเราบน Twitter และ LinkedIn
– กดไลก์เราบน Facebook
– รับชมวิดีโอบน YouTube

โลโก้ – https://mma.prnasia.com/media2/1044154/LTI_Logo.jpg?p=medium600

 

Are you a Corporate Representative of LTI, an investor, or a member of the Business Press?



DarwinHealth สร้างความร่วมมือด้านการวิจัยกับ Bristol Myers Squibb ในโครงการ Novel Cancer Target Discovery (NCTI)

By | PR, TH

นิวยอร์ก–7 พฤษภาคม 2564–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

DarwinHealth บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพจากนิวยอร์ก ประกาศสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับบริษัท Bristol-Myers Squibb Company (NYSE: BMY) ในโครงการ Novel Cancer Target Initiative (NCTI) โดยใช้อัลกอริทึมทางชีววิทยาของระบบเชิงปริมาณ ฐานข้อมูลภายใต้กรรมสิทธิ์ และเทคโนโลยีที่ผ่านการตรวจสอบ ในการระบุ Novel Cancer Targets (NCTs) ในเนื้องอกประเภทต่าง ๆ

ระเบียบวิธีของโครงการ NCTI อาศัยความเข้าใจในกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงกับปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการเกิดและการคงอยู่ของเนื้องอกนอกเหนือจากการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม และเพื่ออำนวยความสะดวกในการค้นพบ NCTs ทาง DarwinHealth จะมอบข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูลยาของบริษัทให้แก่ Bristol Myers Squibb รวมถึงข้อมูลการวิเคราะห์ Master Regulator ของเนื้องอกประเภทต่าง ๆ ในบริบทของเนื้องอกโดยเฉพาะ และ Direct Upstream Modulator

"การทำงานร่วมกันจะมุ่งเน้นไปที่การระบุ NCTs ในเนื้องอกประเภทต่าง ๆ รวมถึงการระบุ NCTs ที่เกิดซ้ำในมะเร็งประเภทต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การออกแบบและพัฒนายาที่มีตัวบ่งชี้ย่อยหลายอย่าง" นายแพทย์ Gideon Bosker ซีอีโอของ DarwinHealth กล่าว "เมื่อถูกระบุและจัดลำดับความสำคัญแล้ว NCTs เหล่านี้สามารถเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบความถูกต้องเชิงทดลองอย่างเข้มงวด เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนายาใหม่ในการรักษาโรคมะเร็งที่พัฒนาโดย Bristol-Myers Squibb"

"NCTs จะถูกคัดเลือกและจัดลำดับความสำคัญตามบทบาทในฐานะ Master Regulators (MRs) หรือ Master Regulator Upstream Modulators (MRUMs) ภายในโมดูล Tumor Checkpoint ของมะเร็งในมนุษย์โดยเฉพาะ" ศาสตราจารย์ Andrea Califano ประธานภาควิชาชีววิทยาระบบประจำมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ของ DarwinHealth กล่าว "เราเชื่อว่าข้อมูลเชิงลึกซึ่งอิงตามกลไกที่ได้รับจากแพลตฟอร์มชีววิทยาระบบที่เน้นด้านวิทยามะเร็งที่แม่นยำของ DarwinHealth สามารถเร่งการพัฒนายาที่เจาะจงการพึ่งพายีนไม่ก่อมะเร็ง ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนและขับเคลื่อนการรักษาโรคมะเร็ง"

ข้อตกลงภายใต้โครงการ NCTI ถือเป็นส่วนขยายที่สำคัญและการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ของความร่วมมือระยะเวลาหลายปีในรูปแบบ Compound-2-Clinic (C2C) ที่ริเริ่มร่วมกับ Celgene เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2562 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมิน จำแนก และจัดลำดับความสำคัญของการพัฒนาทางคลินิกและการตรวจสอบความถูกต้องของการออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งวิทยาของสารประกอบต่าง ๆ ที่พัฒนาโดย Bristol Myers Squibb

ในฐานะที่ DarwinHealth เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือภายใต้โครงการ NCTI บริษัทจะได้รับการชำระเงินล่วงหน้า และมีโอกาสได้รับการชำระเงินเมื่อประสบความสำเร็จในขั้นตอนของการพัฒนาและการค้า

เกี่ยวกับ DarwinHealth

DarwinHealth: Precision Therapeutics for Cancer Medicine คือบริษัทเทคโนโลยีที่เป็น "แนวหน้าด้านการรักษาโรคมะเร็ง" ซึ่งร่วมก่อตั้งโดยนายแพทย์ Gideon Bosker ในฐานะซีอีโอ และศาสตราจารย์ Andrea Califano ผู้ดำรงตำแหน่ง Clyde and Helen Wu Professor of Chemical Systems Biology และประธานภาควิชาชีววิทยาระบบแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ทั้งนี้ เทคโนโลยีของบริษัทได้รับการพัฒนาโดยห้องปฏิบัติการ Califano ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา และได้รับอนุญาตแต่เพียงผู้เดียวจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

DarwinHealth ใช้อัลกอริทึมชีววิทยาระบบอันเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท เพื่อจับคู่ผู้ป่วยมะเร็งทุกรายกับยาและชุดยาที่มีแนวโน้มให้ผลการรักษาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด "ในทางกลับกัน อัลกอริทึมเดียวกันนี้ยังสามารถจัดลำดับความสำคัญของยาและสารประกอบที่ยังไม่ทราบประสิทธิภาพในการรักษาโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ ในมนุษย์ รวมถึง NCTs" นายแพทย์ Bosker กล่าว "นับเป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับบริษัทยาที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพสารประกอบของตน และค้นพบ NCTs ที่มีประสิทธิภาพเชิงกล รวมถึงสารประกอบสำหรับรักษาเนื้องอก"

พันธกิจของ DarwinHealth คือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ที่มีรากฐานมาจากชีววิทยาระบบเพื่อยกระดับผลลัพธ์ทางคลินิกของการรักษาโรคมะเร็ง โดยเทคโนโลยีหลักของบริษัทอย่างอัลกอริทึม VIPER สามารถระบุโมดูลของโปรตีนควบคุมหลักที่ถูกถักทอไว้อย่างแน่นหนา ซึ่งเป็นการรักษารูปแบบใหม่และตัวบ่งชี้ทางชีวภาพของมะเร็ง ระเบียบวิธีนี้ถูกนำไปใช้ในสองส่วน หนึ่งคือ เทคโนโลยีของ DarwinHealth สนับสนุนการจำแนกอย่างเป็นระบบและการตรวจสอบความถูกต้องของเป้าหมายที่สามารถรับยาได้ภายใต้ตรรกะการควบคุมของเซลล์มะเร็งที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ดังนั้นเราและพันธมิตรทางวิทยาศาสตร์ของเราจึงสามารถใช้ประโยชน์จากความสามารถในการจัดการรูปแบบใหม่โดยอาศัยการพึ่งพาและกลไกของเนื้องอกขั้นพื้นฐานและขั้นที่เป็นสากลมากขึ้น และสอง จากมุมมองด้านการพัฒนาและการค้นพบยาใหม่ เทคโนโลยีเดียวกันนี้สามารถระบุเป้าหมายใหม่ที่รับยาได้โดยอาศัย Master Regulator และ Upstream Modulator ของเซลล์เป้าหมายเหล่านั้น วิธีการรักษาโรคมะเร็งของ DarwinHealth ซึ่งเน้นการระบุและกำหนด Tumor Checkpoint ได้มอบโซลูชันและโรดแมปที่สำคัญที่สุดเพื่อความก้าวหน้าในการคิดค้นยาและการรักษาโรคมะเร็งที่เน้นความแม่นยำ

แนวทางการแพทย์แม่นยำอันเป็นกรรมสิทธิ์ของ DarwinHealth ได้รับการสนับสนุนจากบทความทางวิทยาศาสตร์ที่สร้างสรรค์โดยผู้นำทางวิทยาศาสตร์ของบริษัท ซึ่งรวมถึงดร. Mariano Alvarez ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์ของ DarwinHealth ผู้ร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคำนวณที่สำคัญของบริษัท โดยกลยุทธ์อันเป็นกรรมสิทธิ์เหล่านี้ใช้ประโยชน์จากความสามารถด้านพันธุวิศวกรรมย้อนกลับและการวิเคราะห์ตรรกะการควบคุมและการส่งสัญญาณทั่วทั้งจีโนมของเซลล์มะเร็ง ด้วยการรวบรวมข้อมูลจากการทดลองผ่านการจำลอง การทดลองหลอดแก้ว และการทดลองในสิ่งมีชีวิต ซึ่งมอบแพลตฟอร์มการคันพบและจำแนกลักษณะของยาแบบบูรณาการอย่างสมบูรณ์ ซึ่งออกแบบมาเพื่ออธิบาย ขับเคลื่อน และตรวจสอบทิศทางการพัฒนายาอย่างแม่นยำ เพื่อบรรลุศักยภาพทางคลินิกและการค้าอย่างเต็มที่ สามารถเรียนรู้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.DarwinHealth.com

โลโก้ – https://mma.prnasia.com/media2/966600/DarwinHealth_Logo.jpg?p=medium600 

ติดต่อ: Gideon Bosker, MD, CEO, DarwinHealth, Inc., Email: [email protected] , Phone: (1) 503-880-2207

 

Related Links :

home

Are you a Corporate Representative of DarwinHealth, an investor, or a member of the Business Press?



Novavax และ Gavi ทำข้อตกลงล่วงหน้า สั่งซื้อวัคซีนโควิด-19 ป้อนโครงการ COVAX Facility

By | PR, TH
  • Novavax เตรียมส่งมอบวัคซีนจำนวน 350 ล้านโดส เริ่มตั้งแต่ไตรมาสสามของปีนี้
  • ประเทศที่เข้าร่วมโครงการ COVAX จะเข้าถึงวัคซีนของ Novavax จำนวนรวมกัน 1.1 พันล้านโดส
  • สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดียจะเป็นผู้ร่วมผลิตวัคซีนป้อนประเทศกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง (LMIC)
  • สะท้อนความมุ่งมั่นในการทำให้วัคซีนของ Novavax เป็นที่เข้าถึงอย่างเท่าเทียมทั่วโลก

เกเธอร์สเบิร์ก, แมริแลนด์–7 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Novavax, Inc. (Nasdaq: NVAX) บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพผู้พัฒนาวัคซีนล้ำยุคเพื่อใช้ป้องกันโรคติดเชื้อร้ายแรง ประกาศในวันนี้ว่า ทางบริษัทได้บรรลุข้อตกลงจัดซื้อล่วงหน้า (APA) กับองค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีนหรือกาวี (Gavi) เพื่อผลิตวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แบบโปรตีนลูกผสม (recombinant protein) ที่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาให้กับโครงการ COVAX Facility ข้อตกลงดังกล่าวหมายความว่า Novavax จะผลิตและกระจายวัคซีน NVX-CoV2373 จำนวนรวมกัน 350 ล้านโดสแก่ประเทศที่เข้าร่วมโครงการ COVAX Facility ซึ่งมีขึ้นเพื่อจัดสรรและกระจายวัคซีนอย่างเท่าเทียมแก่ประเทศที่ร่วมโครงการ นอกจากนี้ ยังได้บรรลุข้อตกลงจัดซื้ออีกฉบับกับ Gavi ซึ่งสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย (Serum Institute) จะรับหน้าที่ผลิตและกระจายวัคซีนของ Novavax เป็นจำนวนรวมกันถึง 1.1 พันล้านโดส

"นี่เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการจับมือกับองค์กรระดับโลกที่มุ่งเร่งให้วัคซีนโควิด-19 ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพนั้นเป็นที่เข้าถึงอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่อัตราการฉีดวัคซีนค่อนข้างต่ำ" Stanley C. Erck ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Novavax กล่าว "ข้อตกลงครั้งนี้เป็นผลลัพธ์จากความร่วมมือของ CEPI, Gavi, Serum Institute และ Novavax ซึ่งกำลังผนึกกำลังตามภารกิจเร่งด่วนในการส่งมอบวัคซีนจำนวนมากแก่ทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศร่ำรวยหรือยากจน Novavax ขอขอบคุณ CEPI ที่ได้ให้การสนับสนุนมาอย่างยาวนาน และขอบคุณ Gavi ที่ทุ่มเททำงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยในฐานะผู้ดูแลโครงการ COVAX Facility"

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว Novavax จะส่งมอบวัคซีนโดยผลิตแอนติเจนและสารเสริมฤทธิ์ในโรงงานที่ได้รับเงินอุดหนุนโดยตรงจากเงินลงทุนที่ Novavax ได้รับจากกลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อรับมือโรคระบาด (CEPI) โดย CEPI ได้ลงทุนใน Novavax เกือบ 400 ล้านดอลลาร์เมื่อฤดูใบไม้ผลิปี 2563 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาระดับก่อนคลินิกและการวิจัยเบื้องต้น ยกระดับการผลิต ถ่ายโอนเทคโนโลยี และสำรองกำลังการผลิตวัคซีน NVX-CoV2373

"เงินลงทุนจาก CEPI เพื่อเร่งการวิจัยทางคลินิกและการผลิตวัคซีนตัวเลือกนี้ มีบทบาทสำคัญในการทำให้วัคซีนดังกล่าวเป็นที่เข้าถึงอย่างเท่าเทียมผ่านโครงการ COVAX" ดร. Richard Hatchett ซีอีโอของ CEPI กล่าว "ข้อตกลงที่ว่านี้จะทำให้วัคซีนตัวเลือกของ Novavax มีบทบาทสำคัญในพันธกิจของเรา เพื่อปกป้องกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงจากโรคโควิด-19 มากที่สุด ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใดในโลก"

"ข้อตกลงกับ Novavax วันนี้ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ในวัตถุประสงค์ของ COVAX เพื่อสร้างคลังวัคซีนโควิด-19 ที่มากและหลากหลายที่สุดในโลก ทั้งยังเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญตามเป้าหมายของเราเพื่อส่งมอบวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพให้ได้ 2 พันล้านโดสในปี 2564" ดร. Seth Berkley ซีอีโอของ Gavi กล่าว "Novavax ไม่ได้เข้ามาสนับสนุนโครงการ COVAX เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีกับผู้ผลิตรายอื่น ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นลักษณะความครบวงจรของ COVAX และเป็นความร่วมมือที่จำเป็นเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดให้ได้"

เมื่อผนึกกำลังกันแล้ว Novavax และ Serum Institute คาดว่าจะเริ่มส่งมอบวัคซีนจำนวนรวมกัน 1.1 พันล้านโดสในไตรมาสสามของปี 2564 โดยยังต้องรอการอนุมัติจากฝ่ายกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ข้อตกลงที่ว่านี้ Novavax จะได้รับเงินล่วงหน้าจาก Gavi ในปลายเดือนนี้ และจะได้รับเงินเพิ่มเติมเมื่อวัคซีนของบริษัทได้รับการอนุมัติ Emergency Use Listing จากองค์การอนามัยโลก (WHO) แล้ว นอกจากนี้ Novavax ยังได้ตกลงที่จะผลิตวัคซีนเพิ่มเติมในกรณีที่ Serum Institute ส่งมอบวัคซีนให้โครงการ COVAX Facility ไม่ได้ตามจำนวนที่คาดหวังไว้

Gavi จะเป็นผู้กำหนดสัดส่วนการจัดสรรวัคซีนให้กับประเทศที่ทำสัญญาจองล่วงหน้า (AMC) และสั่งซื้อวัคซีนเอง ตามกำหนดราคาเป็นระดับขั้น

"การสนับสนุนเบื้องต้นจาก CEPI เป็นตัวเร่งสำหรับ Novavax ในการสร้างเครือข่ายซัพพลายระดับโลก ที่เราคาดว่าจะช่วยมอบวัคซีนคิดเป็นสัดส่วนสำคัญทั่วโลกผ่านโครงการ COVAX" คุณ Erck กล่าวเสริม "เราหวังว่าความร่วมมือที่กำลังมีอยู่กับ Serum Institute จะช่วยต่อยอดกำลังการผลิตของเรา และหวังทำงานร่วมกับ WHO เพื่อให้วัคซีน NVX-CoV2373 ได้รับการอนุมัติเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้"

เกี่ยวกับโครงการ COVAX Facility
COVAX Facility เป็นกลไกแบ่งรับความเสี่ยงระดับโลก เพื่อร่วมจัดซื้อและกระจายวัคซีนโควิด-19 อย่างเท่าเทียม ซึ่งมีประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมกว่า 190 ประเทศ และมีองค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีนหรือกาวี (Gavi) เป็นผู้ออกแบบและดูแล โดยเป็นส่วนหนึ่งของ COVAX ซึ่งมี CEPI, Gavi และองค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นผู้นำ และกำลังทำงานร่วมกับบรรดาผู้ผลิตวัคซีนในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา เช่นเดียวกับ UNICEF PAHO ธนาคารโลก องค์กรภาคประชาสังคม และหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อให้วัคซีนเข้าถึงได้อย่างยุติธรรมและเท่าเทียม

เกี่ยวกับ NVX-CoV2373
NVX-CoV2373 เป็นวัคซีนแบบใช้โปรตีนที่อยู่ระหว่างการทดลอง วางโครงสร้างโดยใช้ลำดับพันธุกรรมของไวรัส SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคโควิด-19 วัคซีน NVX-CoV2373 สร้างขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีอนุภาคนาโนลูกผสมของ Novavax เพื่อสร้างแอนติเจนที่มาจากโปรตีนหนาม (S) ของไวรัสโคโรนา เสริมฤทธิ์ด้วย Matrix-M™ แบบใช้ซาโปนินสิทธิบัตรของ Novavax เพื่อยกระดับการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน และกระตุ้นให้เกิดแอนติบอดีลบล้างในระดับสูง NVX-CoV2373 ประกอบด้วยแอนติเจนโปรตีนบริสุทธิ์ที่ไม่เพิ่มจำนวนและไม่ทำให้เป็นโรคโควิด-19 โดยในการทดลองระยะพรีคลินิกนั้น NVX-CoV2373 ก่อให้เกิดแอนติบอดีที่ขัดขวางไม่ให้โปรตีนหนามยึดเกาะกับตัวรับเซลล์ และให้การคุ้มครองต่อการติดเชื้อและโรค วัคซีนดังกล่าวทนต่อผลข้างเคียงได้ดี และกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองของแอนติบอดีในการทดลองทางคลินิกเฟส 1/2

ปัจจุบัน NVX-CoV2373 อยู่ระหว่างการประเมินประสิทธิภาพในการทดลองเฟส 3 ทั้งสิ้น 2 โครงการ ได้แก่ โครงการทดลองในสหราชอาณาจักรที่แสดงให้เห็นว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพ 100% ในการป้องกันไม่ให้โรครุนแรง ทั้งยังมีประสิทธิภาพ 96.4% ต่อสายพันธุ์ดั้งเดิม และ 89.7% โดยรวม ส่วนอีกโครงการคือการทดลอง PREVENT-19 ในสหรัฐและเม็กซิโกที่เริ่มขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2563 นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบในการทดลองเฟส 2 ที่กำลังดำเนินอยู่อีก 2 โครงการที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2563 ได้แก่ การทดลองเฟส 2b ในแอฟริกาใต้ ที่ปรากฏให้เห็นประสิทธิภาพ 100% ในการป้องกันไม่ให้โรครุนแรง และประสิทธิภาพ 48.6% ต่อสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์ใหม่ และโครงการทดลองต่อเนื่องเฟส 1/2 ในสหรัฐและออสเตรเลีย

NVX-CoV2373 มีเสถียรภาพเมื่อจัดเก็บที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส ทำให้ใช้ช่องทางซัพพลายเชนวัคซีนที่มีอยู่เดิมในการกระจายวัคซีนได้ โดยเป็นวัคซีนเหลวพร้อมใช้งานในขวดแก้วขนาด 10 โดส

เกี่ยวกับ Matrix-M™
สารเสริมฤทธิ์แบบใช้ซาโปนินอย่าง Matrix-M™ ที่ผ่านการจดสิทธิบัตรแล้วของ Novavax แสดงให้เห็นศักยภาพและความทนต่อผลข้างเคียง ด้วยการกระตุ้นทางเข้าของเซลล์ที่นำเสนอแอนติเจนลงบนจุดฉีด และยกระดับการส่งแอนติเจนในต่อมน้ำเหลืองเพื่อก่อให้เกิดการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน

เกี่ยวกับ Novavax
Novavax, Inc. (Nasdaq: NVAX) เป็นบริษัทชีวเทคโนโลยีที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีขึ้นทั่วโลก ผ่านการค้นคว้า พัฒนา และวางจำหน่ายวัคซีนล้ำนวัตกรรม เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อร้ายแรง แพลตฟอร์มเทคโนโลยีลูกผสมอันเป็นกรรมสิทธิของบริษัท ผนวกรวมพลังและความเร็วของพันธุวิศวกรรม เพื่อสร้างอนุภาคนาโนที่มีคุณสมบัติสร้างภูมิต้านทานสูง ที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบสนองความจำเป็นเร่งด่วนด้านสุขภาพทั่วโลก Novavax อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการทดลองทางคลินิกในขั้นท้าย เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีน NVX-CoV2373 ที่ทางบริษัทพัฒนาขึ้นเพื่อจัดการกับไวรัส SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคโควิด-19 ขณะที่ NanoFlu™ ซึ่งเป็นวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์แบบอนุภาคนาโน ได้บรรลุวัตถุประสงค์หลักทั้งหมดในโครงการทดลองทางคลินิกเฟส 3 ในผู้สูงอายุ โดยจะนำไปยื่นขออนุมัติให้ใช้งานต่อไป วัคซีนที่อยู่ระหว่างการทดลองทั้งสองตัวนี้ ผนวกรวมสารเสริมฤทธิ์แบบใช้ซาโปนินอันเป็นกรรมสิทธิของ Novavax อย่าง Matrix-M™ เพื่อยกระดับการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน และกระตุ้นให้เกิดแอนติบอดีลบล้างในระดับสูง

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.novavax.com และติดตามเราได้ทาง Twitter และ LinkedIn

ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าของ Novavax
ข้อความในที่นี้ที่มีความเกี่ยวข้องกับอนาคตของ Novavax รวมถึงการพัฒนาวัคซีนและสารเสริมฤทธิ์ที่กำลังดำเนินอยู่ ล้วนเป็นข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า Novavax ขอเตือนว่า ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนหลายประการ ซึ่งอาจทำให้ผลลัพธ์จริงแตกต่างไปอย่างมากจากที่ระบุไว้ในข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยนัย ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนเหล่านี้รวมถึงที่ระบุไว้ในหัวข้อ "Risk Factors" ในรายงาน Novavax Annual Report บน Form 10-K สำหรับปีที่สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 ตามที่ได้ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) นักลงทุนไม่ควรยึดถือข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มากเกินไป เราขอเชิญชวนให้นักลงทุนอ่านเอกสารที่เราได้ยื่นต่อ SEC ที่ sec.gov เพื่อศึกษาข้อความเหล่านี้ รวมถึงความเสี่ยงและความไม่แน่นอนอื่น ๆ ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้สะท้อนถึงข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่เอกสารนี้เท่านั้น เราไม่มีพันธะผูกพันในการปรับปรุงหรือแก้ไขข้อความเหล่านี้ ธุรกิจของเรามีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนมากมาย รวมถึงที่อ้างอิงไว้ข้างต้น นักลงทุน ผู้ที่สนใจลงทุน และบุคคลรายอื่น ๆ ควรประเมินความเสี่ยงและความไม่แน่นอนเหล่านี้อย่างรอบคอบ

ติดต่อ:

นักลงทุน
Novavax, Inc. 
Erika Schultz | 240-268-2022
[email protected]

Solebury Trout
Alexandra Roy | 617-221-9197
[email protected]

สื่อมวลชน
Laura Keenan | 202-709-7521
[email protected]

โลโก้ – https://mma.prnasia.com/media2/1487159/Novovax_Logo.jpg?p=medium600

 

Related Links :

http://www.novavax.com

Are you a Corporate Representative of Novavax, Inc., an investor, or a member of the Business Press?



LyondellBasell เริ่มผลิตพอลิเมอร์เชิงพาณิชย์โดยใช้วัตถุดิบจากขยะพลาสติก

By | PR, TH

เวสเซอลิง, เยอรมนี, 7 พฤษภาคม 2564 /PRNewswire/ — LyondellBasell (NYSE: LYB) บรรลุเป้าหมายอีกขั้นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยการผลิตพอลิเมอร์คุณภาพบริสุทธิ์โดยใช้วัตถุดิบที่มาจากขยะพลาสติก ณ โรงงานในเมืองเวสเซอลิง ประเทศเยอรมนี โดยวัตถุดิบดังกล่าวผลิตขึ้นด้วยกระบวนการใช้ความร้อนกับขยะพลาสติก เพื่อเปลี่ยนเป็นเอทิลีนและโพรพิลีนในโรงงานผลิตของ LyondellBasell จากนั้นจึงแปรรูปเป็นพลาสติกพอลิโพรพิลีน (PP) และพอลิเอทิลีน (PE) ในหน่วยผลิตพลาสติกขั้นปลายน้ำ สำหรับการใช้วัตถุดิบที่มาจากขยะพลาสติกเป็นครั้งแรกนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่บริษัทประสบความสำเร็จในการผลิตวัสดุพลาสติกที่ทำจากวัตถุดิบหมุนเวียน เช่น น้ำมันประกอบอาหารใช้แล้ว ซึ่งช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์และลดการใช้วัตถุดิบจากแหล่งฟอสซิล

 

First delivery of pyrolysis oil for polymer production at the LyondellBasell site in Wesseling, Germany (facial masks were briefly taken down to take this image).
First delivery of pyrolysis oil for polymer production at the LyondellBasell site in Wesseling, Germany (facial masks were briefly taken down to take this image).

 

"การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนจำเป็นต้องมีการลงมือทำอย่างจริงจัง และต้องมีการใช้วัตถุดิบใหม่เหล่านี้อย่างสม่ำเสมอในกระบวนการผลิตพอลิเมอร์เชิงพาณิชย์ เราทำหน้าที่ในส่วนของเราเพื่อช่วยกำจัดขยะพลาสติกและแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" Richard Roudeix รองประธานอาวุโสฝ่ายโอเลฟินและพอลิโอเลฟิน ประจำภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และอินเดีย กล่าว "เรากำลังขยายโซลูชันที่ยั่งยืนของเราผ่านแบรนด์ Circulen และการใช้วัสดุรีไซเคิล เพื่อนำเสนอทางเลือกให้ลูกค้าในการใช้พอลิเมอร์รีไซเคิลซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย"

ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัตถุดิบรีไซเคิลและวัตถุดิบหมุนเวียนจะจัดจำหน่ายโดย LyondellBasell ภายใต้แบรนด์ Circulen ซึ่งเปิดโอกาสให้เจ้าของแบรนด์ต่าง ๆ สามารถเพิ่มความยั่งยืนให้กับสินค้าอุปโภคบริโภคของตนเอง โดยสามารถนำไปผลิตพลาสติกคุณภาพสูงสำหรับการใช้งานที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด เช่น บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพ โรงงานของ LyondellBasell ที่ผลิตผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISCC (International Sustainability & Carbon Certification) PLUS

LyondellBasell ปฏิญาณว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการดำเนินงานทั่วโลกให้ได้ 15% ต่อตันของผลิตภัณฑ์ที่ผลิต ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับระดับในปี 2558 นอกจากนี้ บริษัทจะผลิตและจำหน่ายพอลิเมอร์จากวัสดุหมุนเวียนและรีไซเคิลให้ได้ 2 ล้านเมตริกตันต่อปีภายในปี 2573

เมื่อปีที่แล้ว LyondellBasell ได้เปิดโรงงานนำร่องในเมืองเฟอร์รารา ประเทศอิตาลี เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลเชิงโมเลกุล โดยเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลาสติกใหม่ การใช้ขยะพลาสติกในชีวิตจริงช่วยพัฒนาการวิจัยที่มีเป้าหมายในการสร้างโรงงานรีไซเคิลเชิงโมเลกุลระดับอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการใช้วัตถุดิบที่มาจากขยะพลาสติกในการผลิตพลาสติกใหม่

ความก้าวหน้าเหล่านี้ช่วยสนับสนุนกิจกรรมของ LyondellBasell ในด้านการรีไซเคิลเชิงกล โดย Quality Circular Polymers (QCP) ซึ่งเป็นบริษัทรีไซเคิลเชิงกลสัญชาติดัตช์ที่ LyondellBasell เป็นผู้ร่วมลงทุน ได้ผลิตพอลิเอทิลีนและพอลิโพรพิลีนคุณภาพสูงจากขยะในครัวเรือน ซึ่งทำการตลาดภายใต้แบรนด์ Circulen เช่นกัน พอลิเมอร์เหล่านี้สามารถนำไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า ขวดน้ำยาซักผ้า และกระเป๋าเดินทาง เป็นต้น

เกี่ยวกับ LyondellBasell

LyondellBasell (NYSE: LYB) คือบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกผู้ทำธุรกิจพลาสติก เคมีภัณฑ์ และโรงกลั่น โดยมีพนักงานทั่วโลกเป็นแรงขับเคลื่อนในการผลิตวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่เป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาโซลูชันเพื่อรับมือกับความท้าทายในยุคปัจจุบัน เช่น การยกระดับความปลอดภัยทางอาหารด้วยบรรจุภัณฑ์น้ำหนักเบาและมีความยืดหยุ่น การรักษาความบริสุทธิ์ของน้ำผ่านท่อน้ำที่แข็งแรงและใช้งานได้อเนกประสงค์ การยกระดับความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงของรถยนต์และรถบรรทุกบนท้องถนน รวมถึงการรับรองความปลอดภัยและประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ทั้งนี้ LyondellBasell จำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกว่า 100 ประเทศ บริษัทเป็นผู้ผลิตสารประกอบพอลิโพรพิลีนรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นผู้ออกใบอนุญาตเทคโนโลยีพอลิโอเลฟินรายใหญ่ที่สุด ในปี 2564 LyondellBasell ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร FORTUNE ให้ติดทำเนียบ "บริษัทที่น่าชื่นชมมากที่สุดในโลก" เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.lyondellbasell.com

Circulen และ MoReTec เป็นเครื่องหมายการค้าที่ครอบครอง และ/หรือ ใช้งานโดยกลุ่มบริษัท LyondellBasell และจดทะเบียนกับสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา

 

 

รูปภาพ – https://mma.prnasia.com/media2/1504309/lyondellbasell_pyrolysis_germany.jpg?p=medium600 
โลโก้ – https://mma.prnasia.com/media2/562522/LyondellBasell_Advancing_Possible_Logo.jpg?p=medium600

Related Links :

http://www.lyondellbasell.com

Are you a Corporate Representative of LyondellBasell Industries, an investor, or a member of the Business Press?



Hisense เปิดตัวแคมเปญ #UpgradeYourHome ต้อนรับ UEFA EURO 2020 พร้อมส่ง Dwyane Wade เป็นตัวแทนแคมเปญร่วมกับนักฟุตบอลชื่อดัง

By | PR, TH

นียง สวิตเซอร์แลนด์–7.พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Hisense พันธมิตรระดับโลกของการแข่งขันฟุตบอล UEFA EURO 2020 ประกาศเปิดตัวแคมเปญ #UpgradeYourHome เชิญชวนผู้บริโภคให้อัปเกรดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านต้อนรับการแข่งขันกีฬาในฤดูร้อน

Dwyane Wade เปิดตัวแคมเปญ #UpgradeYourHome ของ Hisense อย่างเป็นทางการด้วยการจับมือกับนักเตะชื่อดังอย่าง Marco Materazzi และ Lukas Podolski เพื่อนำเสนอ Upgrade Season ให้ผู้บริโภคในยุโรป
Dwyane Wade เปิดตัวแคมเปญ #UpgradeYourHome ของ Hisense อย่างเป็นทางการด้วยการจับมือกับนักเตะชื่อดังอย่าง Marco Materazzi และ Lukas Podolski เพื่อนำเสนอ Upgrade Season ให้ผู้บริโภคในยุโรป

สำหรับแคมเปญในปีนี้ Hisense ได้เลือก Dwyane Wade มาเป็นตัวแทนแคมเปญ เชิญชวนให้คอกีฬาและผู้บริโภคอัปเกรดเครื่องใช้ในบ้านพร้อมลุ้นรับรางวัล โดย Wade เริ่มเปิดแคมเปญ #UpgradeYourHome ด้วยการร่วมมือกับนักเตะชื่อดังจากฝั่งยุโรปอย่าง Marco Materazzi และ Lukas Podolski ในการนำเสนอ Upgrade Season ให้ผู้บริโภคในยุโรป

แคมเปญ #UpgradeYourHome เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยผู้บริโภคที่ซื้อผลิตภัณฑ์ Hisense ภายในวันที่ 11 ก.ค.จะได้คำเชิญให้ร่วมลงทะเบียนที่ global.hisense.com เพื่อรับสิทธิ์ร่วมลุ้นเป็นผู้โชคดีรับรางวัลเงินสดจำนวน 1 หมื่นยูโร และเพื่อให้เป็นไปตามธีม "อัปเกรด" ในครั้งนี้ แคมเปญยังเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคอัปเกรดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเตรียมต้อนรับฤดูร้อน พร้อมกับเชื่อมโยงผู้รับชมการแข่งขันฟุตบอลทัวร์นาเมนต์นี้เข้าหากันด้วยความรู้สึกพิเศษที่ช่วยดึงดูดความสนใจได้อย่างดี

นอกจากแคมเปญ #UpgradeYourHome แล้ว Hisense ยังได้แนะนำผลิตภัณฑ์ดาวเด่นอีกมากมายเพื่อช่วยให้คอกีฬาเตรียมพร้อมรับชม UEFA EURO 2020

U7QF

ทีวี ULED เม็ดสี Quantum Dot Colour ที่แสดงสีได้กว่าพันล้านเฉดสี โดยเทคโนโลยี Full Array Local Dimming ของ Hisense จะทำให้หน้าจอสามารถปรับลดความสว่างบางจุดโดยควบคุมแยกกันได้เพื่อให้ภาพคมชัดยิ่งขึ้น และฟีเจอร์ Sports Mode ช่วยให้ทีวีรุ่น U7QF สามารถแสดงภาพกีฬาที่คมชัดชวนตื่นตา ด้วยสีสดใสและลุ่มลึกหลายชั้น นอกจากนี้ทีวีรุ่น U7QF ยังมอบประสบการณ์เสมือนรับชมในโรงภาพยนตร์ภายในบ้านด้วยการรองรับระบบภาพ HDR10+ และ Dolby Vision™ พร้อมระบบเสียงสมจริง Dolby Atmos®

U8GQ

ทีวี Quantum Dot HDR ULED รุ่น U8GQ ปลดปล่อยสีสันอันแท้จริง นำผู้ชมเข้าใกล้ความเป็นจริงขึ้นอีกขั้นด้วยความสามารถในการแสดงเฉดสีกว่า 1 พันล้านเฉดสีสมจริง และความละเอียดระดับ Ultra HD Premium ที่ทำให้แสดงภาพคมชัดระดับ 4K ได้ ทีวีรุ่น U8GQ มีพื้นที่ปรับลดความสว่างมากถึง 90 จุดที่ควบคุมแยกกัน จึงให้ภาพคมชัดทุกรายละเอียดแม้ในฉากมืดสลัว ระบบ AI Picture Optimization ช่วยปรับความละเอียดภาพอัตโนมัติตามการตั้งค่าที่เลือกเพื่อการรับชมที่ดีที่สุด ทีวีรุ่น U8GQ มอบประสบการณ์เสมือนรับชมในโรงภาพยนตร์ภายในบ้านด้วยการรองรับระบบภาพ IMAX Enhanced, HDR10+ และ Dolby Vision IQ™ พร้อมด้วยระบบเสียงสมจริง Dolby Atmos® และระบบเสียงรอบทิศทาง Multi-Channel Surround

PureFlat

ตู้เย็นซีรีส์ PureFlat ของ Hisense มาพร้อมดีไซน์ล้ำยุคและระบบเครื่องทำน้ำเย็นและน้ำแข็งที่ทันสมัย ซึ่งทำให้ผู้ใช้มีน้ำเย็นสดชื่นดื่มได้ทุกเวลา พร้อมน้ำแข็งก้อนหรือป่นจากเครื่องทำแข็ง ภายในตู้เย็นมีพื้นที่มากมาย พร้อมโซลูชันการจัดเก็บที่ใช้นวัตกรรม เช่น ประตูตู้เย็นที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ โดยสามารถเลือกใช้งานเป็นตู้เย็นหรือตู้แช่แข็งได้ด้วยช่วงอุณหภูมิทำความเย็นที่กว้าง

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญได้ที่ global.hisense.com

Are you a Corporate Representative of Hisense, an investor, or a member of the Business Press?



Adecco Group ประกาศแต่งตั้ง John Morgan เป็นประธานบริษัท LHH

By | PR, TH

Ranjit de Sousa ประธานคนปัจจุบันของ LHH เตรียมลงจากตำแหน่งปลายเดือนมิถุนายนนี้

นิวยอร์ก, 5 พ.ค. /พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์/ — LHH ได้แต่งตั้งให้คุณ John Morgan ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป คุณ Morgan ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการและหัวหน้าฝ่าย Established Markets โดยได้เข้ามาดูแลการดำเนินงานของ LHH ทั่วโลก และเป็นผู้นำในการส่งเสริมความสัมพันธ์กับลูกค้าของบริษัทตลอด 16 ปีที่ผ่านมา

ด้านคุณ Ranjit de Sousa ซึ่งเป็นประธานคนปัจจุบัน ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในปลายเดือนมิถุนายนนี้ โดยคุณ de Sousa ได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นประธานบริษัท LHH เมื่อปี 2561 หลังจากที่ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้นำตามแผนกต่าง ๆ ในองค์กรมาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนั้น LHH ได้เติบโตเหนือเจ้าอื่นในตลาด โดยได้พัฒนาโซลูชันใหม่ ๆ ที่เปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมแก่บริษัทและบุคคลต่าง ๆ รวมถึงการเปิดตัวแอปฝึกสอนผ่านมือถืออย่าง Ezra เมื่อปี 2562 ซึ่งเชื่อมโยงพนักงานเข้ากับโค้ชมืออาชีพระดับโลกของ LHH ที่มีอยู่ทั่วโลกได้อย่างแนบเนียน ขณะเดียวกันยังได้บ่มเพาะบุคลากรระดับหัวกะทิทั่วทั้งองค์กรด้วย

"ผมมีความยินดีที่คุณ John Morgan ได้ตกลงเข้ารับตำแหน่งประธานบริษัท LHH" คุณ de Sousa กล่าว "คุณ John และผมได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพื่อมอบคุณประโยชน์ต่าง ๆ แก่ลูกค้าของเรา พร้อมสร้างและดูแลวัฒนธรรมพนักงานเพื่อมอบผลลัพธ์สำคัญ เขาทำหน้าที่ตามพันธกิจและวัตถุประสงค์ของเรา นั่นคือสร้างความแตกต่างและเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เติบโตในที่ทำงาน และทำให้อนาคตเป็นประโยชน์กับทุกคน ความเป็นผู้นำอันมากด้วยวิสัยทัศน์และผลงานอันเหนือชั้นของคุณ John ที่มีส่วนทำให้ธุรกิจในทวีปอเมริกาและการดำเนินงานทั่วโลกแข็งแกร่งขึ้นนั้น ทำให้เขาพร้อมขับเคลื่อน LHH ไปอีกขั้น"

คุณ Morgan มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการใช้นวัตกรรมดิจิทัลในบริษัท และสร้างวัฒนธรรมส่งเสริมนวัตกรรม พร้อมหาทางขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต โดยได้ทำงานร่วมกับคุณ de Sousa ในการช่วยพลิกโฉม LHH ให้กลายเป็นบริษัทที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในเครือ Adecco Group ซึ่งในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมานั้นเป็นเวลาที่บริษัททำผลงานได้ดีที่สุด เพราะเติบโตในอัตราเลขสองหลักได้ต่อเนื่อง

"ตลอดเวลา 16 ปีที่ผ่านมา คุณ John ได้แสดงความเป็นผู้นำทางกลยุทธ์และวิสัยทัศน์โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางเสมอ ในฐานะผู้นำคนหนึ่ง เขาได้ขับเคลื่อนนวัตกรรม ทำกำไรได้ตามเป้าหมายและทะลุเป้า และช่วยก่อตั้งองค์กรผู้ให้บริการที่มีความเป็นเลิศในระดับสากลของ LHH ซึ่งปัจจุบันได้สร้างความแตกต่างให้กับชีวิตของผู้สมัครกว่าครึ่งล้านคนในแต่ละปี" คุณ Sergio Picarelli ประธานหน่วยธุรกิจ Talent Solutions Global Business Unit ของ Adecco Group กล่าว "เรายังต้องขอแสดงความขอบคุณต่อคุณ Ranjit ด้วย ที่ได้เข้ามาสร้างทีมผู้นำอันเข้มแข็ง ทำให้ LHH พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงในตลาด พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตเหนือเจ้าอื่นในตลาด ความเชี่ยวชาญของคุณ John จะทำให้เราสานต่อความสำเร็จของ LHH ได้อย่างต่อเนื่อง และพลิกโฉมอาชีพต่าง ๆ ผ่านโซลูชันครบวงจรของเรา"

ทั้งนี้ คุณ Morgan เป็นที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการ ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปีในด้านบริการเฉพาะกิจ โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาจิตวิทยา และปริญญาโทสาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การจากมหาวิทยาลัย Montclair State University ทั้งยังสำเร็จการศึกษาหลักสูตร Executive MBA จาก INSEAD ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองนอร์ทคอลด์เวลล์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ กับภรรยาและลูกอีก 2 คน

เกี่ยวกับ LHH
ทุกวันนี้ องค์กรต่าง ๆ เริ่มมองเห็นความจำเป็นในการเฟ้นหาบุคลากรมากความสามารถภายในองค์กรของตัวเอง LHH ช่วยให้บริษัททั้งหลายมองเห็นความเป็นไปได้ต่าง ๆ ในบุคลากรของตนเอง เพื่อให้บริษัทเหล่านี้พบเห็นศักยภาพของพนักงานที่ก่อนหน้านี้ไม่ปรากฏให้เห็น ผ่านการประเมิน ฝึกสอน เพิ่มพูนทักษะ และเปลี่ยนตำแหน่งงาน ส่งผลให้บริษัททำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พนักงานมีกำลังใจมากขึ้น และส่งเสริมความสัมพันธ์กับแบรนด์ด้วย LHH เป็นบริษัทในเครือ Adecco Group ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาและให้บริการโซลูชันทรัพยากรบุคคลชั้นนำของโลก โดยมีโค้ชและพนักงานรวมกันถึง 4,000 คน ที่ทำงานร่วมกับองค์กรกว่า 12,000 แห่งในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก เราสร้างความแตกต่างให้กับทุกคนที่เราทำงานด้วย และเราทำสิ่งนั้นในระดับโลก เรามีความเชี่ยวชาญเจาะจงในแต่ละพื้นที่ มีโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก ทั้งยังมีเทคโนโลยีชั้นแนวหน้าในวงการ เพื่อบริหารจัดการความซับซ้อนในการดูแลพนักงานรวมถึงความท้าทายในการพลิกโฉมธุรกิจ ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้บริษัทระดับ Fortune 500 ถึง 60% เลือกที่จะทำงานกับเรา รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.lhh.com

เกี่ยวกับ Adecco Group
Adecco Group คือบริษัทที่ปรึกษาและให้บริการโซลูชันด้านทรัพยากรบุคคลชั้นนำระดับโลก เราดำเนินงานโดยมีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ นั่นคือการสร้างโลกของการทำงานแห่งอนาคตเพื่อทุกคน เราช่วยจัดหางานกว่า 3.5 ล้านตำแหน่งทุกวัน นอกจากนั้นยังฝึกทักษะ พัฒนา และจ้างบุคลากรมากความสามารถใน 57 ประเทศ เพื่อช่วยให้บุคคลและองค์กรต่าง ๆ พร้อมสำหรับโลกของการทำงานแห่งอนาคต ในฐานะองค์กร Fortune Global 500 เราเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างคุณค่าร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างสังคมที่ดีกว่าเดิม วัฒนธรรมองค์กรของเราได้มอบพลังให้กับพนักงาน 30,000 คนของเรา และเราภูมิใจที่ติดอันดับ "สถานที่ทำงานที่ดีที่สุดในโลก" อย่างต่อเนื่อง

Adecco Group AG มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (ISIN: CH0012138605) และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ SIX Swiss Exchange (ADEN) โดยดำเนินงานใน 3 หน่วยธุรกิจทั่วโลก ได้แก่ Adecco, Talent Solutions และ Modis

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:

Liliana Chacon-Menay
SVP, Communications
LHH
โทร: +1 703.220.6868
อีเมล: [email protected]

โลโก้ – https://mma.prnasia.com/media2/511728/Lee_Hecht_Harrison_Logo.jpg?p=medium600

 

Related Links :

http://www.lhh.com

Are you a Corporate Representative of LHH, an investor, or a member of the Business Press?



พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล จับมือคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งสิงคโปร์ เปิดตัว iLab 2021 มุ่งพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม

By | PR, TH

ในงาน iLab 2021 นี้ พีแอนด์จีจะร่วมมือและส่งเสริมเหล่าสตาร์ทอัพจากทั่วภูมิภาคเพื่อสร้างโซลูชันที่จะกำหนดอนาคตการโฆษณา, การค้าปลีก และซัพพลายเชน

สิงคโปร์–5 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (Procter & Gamble) (NYSE:PG) ร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งสิงคโปร์ (EDB) ประกาศเปิดตัว iLab 2021 เทศกาลนวัตกรรมที่จัดขึ้นทางออนไลน์เป็นระยะเวลา 3 วัน โดยเทศกาลนี้จะมีสตาร์ทอัพจากสิงคโปร์และทั่วภูมิภาคมาร่วมงานกับพีแอนด์จี และพัฒนานวัตกรรมที่สามารถเอาชนะความท้าทายในโลกแห่งความเป็นจริงที่ต้องเผชิญในทั้งด้านโฆษณา, การค้าปลีก, และซัพพลายเชน

Deputy Prime Minister Heng launching P&G’s iLab 2021
Deputy Prime Minister Heng launching P&G’s iLab 2021

พิธีเปิดตัว iLab จัดขึ้นที่ i-Singapore Digital Omni-Channel Center (i-SiDOC) ของพีแอนด์จี โดยแขกผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมประกอบด้วย Heng Swee Keat รองนายกรัฐมนตรี ผู้ประสานงานด้านนโยบายเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีกระทรวงการคลังของสิงคโปร์ พร้อมด้วย Rafik Mansour อุปทูตจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศสิงคโปร์, Ted Tan รองซีอีโอของ Enterprise Singapore และ Cindy Koh รองประธานบริหารคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งสิงคโปร์

ในฐานะพลังสร้างความดีและการเติบโต พีแอนด์จีสานต่อความมุ่งมั่นที่จะให้บริการแก่ผู้บริโภคได้อย่างดียิ่งขึ้น ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และด้วยการมีส่วนร่วมกับเหล่าสตาร์ทอัพที่ใช้เทคโนโลยีที่พร้อมสำหรับอนาคต พีแอนด์จีจะสามารถเปลี่ยนแปลงเส้นทางของผู้บริโภคได้อย่างสร้างสรรค์

"ในอนาคตหลังจากการแพร่ระบาด การแสวงหานวัตกรรมจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นตัวและความก้าวหน้าของเศรษฐกิจของเรา โดยเราวางแผนผลักดันให้พีแอนด์จีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก, ตะวันออกกลาง และแอฟริกา กลายเป็นบริษัทแห่งอนาคต และยกระดับสิงคโปร์ขึ้นสู่ศูนย์กลางด้านนวัตกรรมสำหรับพีแอนด์จีและอุตสาหกรรมของเรา ซึ่งเป็นผู้นำการพลิกโฉมทางดิจิทัลและขับเคลื่อนนวัตกรรมในทุกๆ ด้านของธุรกิจของเรา" Magesvaran Suranjan ประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ของพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิลกล่าว

ในระหว่างงาน iLab สตาร์ทอัพที่ได้รับคัดเลือกจะเสนอไอเดียและระดมความคิดกับพีแอนด์จีเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาผ่านการใช้เทคโนโลยีในด้านต่างๆ เช่น การปรับแต่งตามความต้องการเฉพาะบุคคลด้วย AI, เกมมิ่ง, โซเชียลคอมเมิร์ซ และการเสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน สตาร์ทอัพที่ได้รับคัดเลือกและมีแนวทางที่สามารถนำไปพัฒนาต่อ จะได้ร่วมงานกับพีแอนด์จีเพื่อเปิดตัวโครงการนำร่องในตลาดของพีแอนด์จีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

แนวคิดของ iLab นั้นเป็นไปตามความเชื่อมั่นของพีแอนด์จีที่ว่า ระบบนิเวศของผู้ประกอบการที่มีพลวัตและยั่งยืนมีความสำคัญสำหรับธุรกิจ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้า นอกจากนี้พีแอนด์จีจะมอบคำปรึกษาให้แก่สตาร์ทอัพและสร้างการแลกเปลี่ยนข้ามเครือข่ายผ่านการมีส่วนร่วมในเครือข่าย โดยได้รับการสนับสนุนจาก EDB

"เรารู้สึกขอบคุณอย่างมากที่ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรที่มีจุดหมายเดียวกันบนเส้นทางที่น่าตื่นเต้นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับ EDB และ ESG ทั้งนี้พีแอนด์จีมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ทุกด้านของการดำเนินงานของเราอย่างเสมอ ตลอดจนส่งเสริมพันธมิตร, พนักงาน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ ของเรา" Karthik Natarajan รองประธานบริหารระดับอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ของพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิลกล่าว

iLab มุ่งเน้น 3 ด้านที่แตกต่างกัน ได้แก่ อนาคตของการโฆษณา อนาคตของการค้าปลีก และอนาคตของซัพพลายเชน ทั้งสามด้านนี้แสดงถึงความต้องการของผู้บริโภคและการค้าปลีกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งพลิกโฉมระบบนิเวศของสื่อและปฏิวัติการทำงานของห่วงโซ่อุปทาน

จากกลุ่มสตาร์ทอัพ 100 แห่งที่ได้รับการประเมินว่าสามารถแก้ปัญหาทางธุรกิจจากสถานการณ์จริงตามที่พีแอนด์จีกำหนด สตาร์ทอัพ 27 อันดับแรกได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมเทศกาลทางออนไลน์ในระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2564

เกี่ยวกับพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล

พีแอนด์จี นำเสนอแบรนด์สินค้าที่มีคุณภาพสูงและได้รับความไว้วางใจให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก ได้แก่ Always(R), Ambi Pur(R), Ariel(R), Bounty(R), Charmin(R), Crest(R), Dawn(R), Downy(R), Fairy(R), Febreze(R), Gain(R), Gillette(R), Head & Shoulders(R), Lenor(R), Olay(R), Oral-B(R), Pampers(R), Pantene(R), SK-II(R), Tide(R), Vicks(R) และ Whisper(R) ทั้งนี้ พีแอนด์จีดำเนินธุรกิจในกว่า 70 ประเทศทั่วโลก สามารถติดตามข่าวสารล่าสุดและดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพีแอนด์จีและแบรนด์ในเครือได้ที่ http://www.pg.com 

Related Links :

http://www.pg.com

Are you a Corporate Representative of Procter & Gamble, an investor, or a member of the Business Press?



LTI เผยรายได้สกุลเงินดอลลาร์ปี 2564 ขยายตัว 9.5% กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 27.5% รายได้สกุลเงินดอลลาร์ไตรมาส 4 ปี 2564 ขยายตัว 9.1% เทียบรายปี

By | PR, TH

มุมไบ, อินเดีย

5 พฤษภาคม 2564

/PRNewswire/ — Larsen & Toubro Infotech (BSE: 540005) (NSE: LTI) บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและโซลูชันดิจิทัลระดับโลก ประกาศผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 4 ปีการเงิน 2564 และผลประกอบการตลอดปีการเงิน 2564 ในวันนี้

ไตรมาส 4 ปีการเงิน 2564

ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ:

  • รายได้ 447.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 4.6% รายไตรมาส และ 9.1% รายปี
  • รายได้สกุลเงินคงที่เติบโต 4.4% รายไตรมาส และ 7.1% รายปี

ในสกุลเงินรูปีอินเดีย:

  • รายได้ 32,694 ล้านรูปี เติบโต 3.7% รายไตรมาส และ 8.5% รายปี
  • รายได้สุทธิ 5,457 ล้านรูปี รายได้สุทธิเติบโต 5.1% รายไตรมาส และ 27.6% รายปี

ตลอดทั้งปีการเงิน 2564

ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ:

  • รายได้ 1,670.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 9.5% รายปี
  • รายได้สกุลเงินคงที่เติบโต 8.8% รายปี

ในสกุลเงินรูปีอินเดีย:

  • รายได้ 123,698 ล้านรูปี เติบโตที่ 13.7% รายปี
  • รายได้สุทธิ 19,382 ล้านรูปี รายได้สุทธิเติบโต 27.5% รายปี

ผลตอบแทนจากทุน

  • เงินปันผลรอบสุดท้ายที่ 25 รูปีต่อหุ้น อัตราส่วนการจ่ายเงินปันผลที่ 36.1% สำหรับปีการเงิน 2564
  • ROE อยู่ที่ 30.5% สำหรับปีการเงิน 2564

"ไตรมาส 4 ที่แข็งแกร่ง ทำให้ปีการเงิน 2564 ถือเป็นอีกปีหนึ่งที่มีการเติบโตนำตลาด เรามีความยินดีในการแจ้งว่า เรามีรายได้เพิ่มขึ้น 9.5% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 27.5% สำหรับปีการเงินดังกล่าว โดยในไตรมาสที่ 4 นั้น เรายังได้บรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญถึง 2 ครั้ง คิดเป็นมูลค่าสัญญาสุทธิใหม่ที่ 66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทุบสถิติมูลค่าสัญญาสำหรับปีการเงิน 2564

ผลงานอันเหนือชั้นของเราเป็นผลมาจากความพยายามอย่างไม่หยุดหย่อนของพนักงาน LTI มากกว่า 35,000 คน ที่ยืนหยัดร่วมกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าจะส่งสินค้าให้ลูกค้าได้ เราจะลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ เนื่องจากเรายังคงมุ่งมั่นที่จะเติบโตในปีการเงิน 2565 เช่นกัน"

Sanjay Jalona ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ

การบรรลุข้อตกลงล่าสุด

– LTI ได้รับเลือกให้เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระยะยาว ในข้อตกลงรวมผู้จำหน่ายสำหรับการจัดการแพลตฟอร์มประกันภัยหลักของบริษัทประกันภัยขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่ติดอันดับ Fortune 500 นับเป็นข้อตกลงอันโดดเด่นที่ผสานโครงการรวมผู้จำหน่ายและยกระดับความทันสมัยหลายโครงการ ในหลายสาขาหลักที่เกี่ยวข้องกับประกันภัยทรัพย์สินและวินาศภัยในแถบอเมริกาเหนือ

– LTI ได้รับเลือกจากธนาคารชั้นนำระดับภูมิภาคที่เปิดตัวใหม่ ให้เป็นผู้ดูแลโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงระบบธนาคารหลักที่เกี่ยวข้องกับการนำ Temenos มาใช้งาน ในโครงการดังกล่าว LTI จะเป็นผู้นำในการวางระบบและจะแทนที่แพลตฟอร์มการให้กู้ยืมที่มีอยู่เดิมของธนาคารด้วยแพลตฟอร์ม Temenos T24 รวมทั้งจัดการการย้ายข้อมูลจากระบบเดิม การดำเนินโครงการนี้จะช่วยให้ธนาคารสามารถแนะนำผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่ ๆ ลดความซับซ้อน ให้บริการฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในขณะที่ลดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ ฟังก์ชันที่กำหนดค่าไว้ล่วงหน้าสำหรับธนาคารโดยเฉพาะ จะทำให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ช่วยให้ธนาคารสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบได้ภายในระยะเวลาอันสั้นและง่ายดายยิ่งขึ้น

– LTI ได้รับการคัดเลือกจากกลุ่มบริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรกลหนักในสหรัฐอเมริกา ด้วยข้อตกลงบริการที่จัดการด้วยแอปพลิเคชันสำหรับธุรกิจชิ้นส่วน เพื่อช่วยลดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของและส่งเสริมความเป็นเลิศในการดำเนินงาน

– บริษัทประกันภัยทรัพย์สินและวินาศภัยในอเมริกาเหนือแห่งหนึ่ง ได้ร่วมมือกับ LTI เพื่อแทนที่ระบบหลักเดิมที่มีอยู่ในองค์กรด้วยโซลูชัน Duck Creek ที่ใช้ SaaS เป็นหลัก โดยจะช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์และการสนับสนุนที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังจะเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนการดำเนินงาน และช่วยให้ขยายบริการไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

– บริษัทเวชภัณฑ์ข้ามชาติระดับโลกที่ติดอันดับ Fortune 500 แห่งหนึ่ง ได้เลือก LTI เป็นพันธมิตรที่ปรึกษาเพื่อเปลี่ยนแปลงการจัดการทางการเงิน โดย LTI จะมีบทบาทสำคัญในการบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ เช่น ความสอดคล้องของข้อมูล โดยใช้กระบวนการตรวจสอบข้อมูลและการพิสูจน์ยอดที่มีประสิทธิภาพสำหรับการดำเนินธุรกิจทั่วโลก

– กลุ่มบริษัทวิศวกรรมข้ามชาติแห่งหนึ่งในเยอรมนี ได้เลือก LTI สำหรับโครงการการย้าย SAP HANA Data Lake ไปสู่ Snowflake ในบริษัทธุรกิจพลังงานของกลุ่ม เพื่อให้มั่นใจว่าจะประหยัดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการปรับขนาดและการจัดการการวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นในรูปแบบของการตัดสินใจที่เร็วขึ้น

– บริษัทจัดจำหน่ายพลังงานระดับโลกที่ติดอันดับ Fortune 500 แห่งหนึ่ง ได้เลือก LTI เพื่อให้การสนับสนุนการใช้งานระบบข้อมูลลูกค้า SAP ของบริษัทแห่งหนึ่งที่ได้ซื้อกิจการมา จุดมุ่งหมายของโครงการนี้คือการแปลงกระบวนการ meter-to-cash ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล และนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในการบริการลูกค้า เพื่อมอบประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการดำเนินงาน

– ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ประกันภัยทรัพย์สินและวินาศภัยชั้นนำและการวิเคราะห์ข้อมูลในอเมริกาเหนือแห่งหนึ่ง ได้เลือก LTI เพื่อจัดการทยอยย้ายแพลตฟอร์มคลังข้อมูลเดิมขององค์กรไปยังระบบข้อมูลคลาวด์ Snowflake เพื่อลดต้นทุน ปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพและความได้เปรียบในการแข่งขัน

– LTI ได้รับเลือกให้มอบการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและบริการการดำเนินงานเครือข่าย เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ให้กับตัวแทนจำหน่ายคอนกรีตและผลิตภัณฑ์ก่อสร้างชนิดพิเศษชั้นนำแห่งหนึ่งในอเมริกาเหนือ

– บริษัทด้านความบันเทิงและสื่อระดับโลกที่ติดอันดับ Fortune 500 แห่งหนึ่ง ได้เลือก LTI เพื่อสร้างแพลตฟอร์มการรายงานระดับโลกรองรับซัพพลายเชนสื่อดิจิทัลโดยใช้ Snowflake เพื่อเพิ่มการมองเห็นขั้นตอนการจัดหา การผลิต และการจัดส่งที่ซับซ้อนทั่วทั้งองค์กร

– ผู้ให้บริการทางการเงินชั้นนำของสหราชอาณาจักรในสาขาต่างประเทศ ได้แต่งตั้งให้ LTI เป็นผู้นำในการรวมระบบสำหรับการปรับปรุงระบบธนาคารหลักและโครงการเปลี่ยนแปลงเพื่อความทันสมัย สิ่งนี้จะช่วยให้ใช้ประโยชน์จากความจุและความเสถียรของระบบคลาวด์ได้ด้วย Temenos SaaS เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ลดต้นทุน และนำผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น พร้อมปรับขนาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รางวัลและการยกย่อง

– LTI ติดอันดับหนึ่งในรายงาน ‘IT Services Challenger 2021’ ในการประกาศรางวัล PEAK Matrix Service Provider of the YearTM Awards ของ Everest Group บริษัทยังขยับขึ้นจากอันดับที่ 16 ในปีที่แล้วสู่อันดับที่ 11 ในการจัดอันดับบริการด้านไอทีโดย PEAK Matrix® ซึ่งเป็นการขยับขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับผู้เล่นรายอื่น LTI ยังได้รับตำแหน่ง Star Performer of the Year ในสาขาบริการธนาคารและการเงินจากการประเมินโดย PEAK Matrix® ด้วย

– LTI Leni และ LTI Mosaic ได้รับการยอมรับใน The Forrester Tech Tide™: Enterprise Business Insights And Analytics, Q1 2021

– LTI ติดกลุ่ม Leader ใน ISG Provider Lens™: Intelligent Automation – Solutions and Services in AIOps for Midmarket – US 2020

– LTI ได้รับตำแหน่ง Innovator ในรายงาน IoT Services RadarView™ Report 2021 ของ Avasant

ไฮไลท์อื่น ๆ ของธุรกิจ

– ในการประชุมเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2564 คณะกรรมการบริษัทได้แนะนำให้จ่ายเงินปันผลขั้นสุดท้ายที่ 25 รูปีต่อหุ้น (มูลค่าที่ตราไว้ 1 รูปี) สำหรับปีการเงิน 2563-2564 โดยมีเงินปันผลรวมสำหรับปีการเงิน 2564 เท่ากับ 40 รูปีต่อหุ้น ครอบคลุมเงินปันผลระหว่างกาลที่ 15 รูปีต่อหุ้น ตามที่ประกาศในเดือนตุลาคม 2563

– LTI แต่งตั้ง Anil Rander เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน คุณ Anil เป็นผู้นำด้านการเงินที่ช่ำชองด้วยประสบการณ์ที่หลากหลายกว่า 27 ปี ในการขับเคลื่อนผลการดำเนินงานและการเติบโตของธุรกิจ คุณ Anil เข้าร่วมกับ LTI หลังจากที่ร่วมงานกับ Tech Mahindra Ltd. ที่ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการเงินระดับโลกของ BPS นอกจากนี้ยังเคยดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินและกฎหมายของ Tech Mahindra Business Services Ltd. ปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้างานฝ่ายการเงิน กฎหมาย สิ่งอำนวยความสะดวก และการบริหารความเสี่ยง

– LTI และ AWS ได้ลงนามเป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ในการเร่งการใช้งานระบบคลาวด์ขององค์กร เพื่อขยายข้อเสนอร่วมกันสำหรับบริการโยกย้าย การทำให้ทันสมัย SAP, IoT และ Data-on-Cloud

– LTI ได้รับการยอมรับว่าเป็น Microsoft Azure Expert Managed Services Provider เป็นโครงการอันทรงเกียรติระดับโลกที่ Microsoft ได้ริเริ่มขึ้น เพื่อช่วยให้หุ้นส่วนชั้นนำสร้างความแตกต่างได้ โดยการพิสูจน์ความสามารถและทักษะในโลกแห่งความเป็นจริงด้านข้อมูลและความสามารถของระบบคลาวด์

– LTI ในสหราชอาณาจักร ได้รับการรับรอง Top Employer 2021 โดยสถาบัน Top Employers Institute ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับโลกที่ให้การยอมรับถึงความเป็นเลิศในการดูแลบุคลากร

เกี่ยวกับ LTI

LTI (NSE: LTI) เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและโซลูชันดิจิทัลระดับโลก ที่ช่วยให้ลูกค้ามากกว่า 400 รายประสบความสำเร็จในโลกแห่งการเชื่อมต่อ ผ่านการดำเนินงานใน 31 ประเทศ เราทำเกินกว่าความคาดหวังและความคาดหมายเพื่อช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนเป็นดิจิทัลได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์ม Mosaic ของ LTI ที่นำพาลูกค้าก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งโมบายล์ โซเชียล การวิเคราะห์ อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT) และคลาวด์ LTI ก่อตั้งขึ้นในปี 1997 ในฐานะบริษัทย่อยของ Larsen & Toubro Limited พร้อมด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่หาจากที่ไหนไม่ได้ เพื่อแก้ปัญหาความท้าทายที่ซับซ้อนที่สุดขององค์กรธุรกิจในทั่วทุกอุตสาหกรรม โดยในแต่ละวัน ทีมงาน LTItes มากกว่า 34,000 คนสามารถช่วยให้ลูกค้าปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานทางธุรกิจและเทคโนโลยี ตลอดจนส่งต่อคุณค่าให้แก่ลูกค้า พนักงาน และผู้ถือหุ้นของพวกเขาได้อีกทอดหนึ่ง ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.Lntinfotech.com หรือติดตามเราทาง @LTI_Global

การประกาศผลประกอบการผ่านการประชุมคอนเฟอเรนซ์และการออกอากาศทางเสียง

วันที่ 5 พฤษภาคม 2564 (17.30 น. ตามเวลาอินเดีย)

กรุณากดหมายเลขด้านล่างอย่างน้อย 5-10 นาทีก่อนกำหนดการประชุม เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะเชื่อมต่อได้ทันเวลา

หมายเลขโทรศัพท์สากล

+91 22 6280 1104
+91 22 7115 8005

หมายเลขโทรระหว่างประเทศ

สหรัฐอเมริกา : 13233868721

สหราชอาณาจักร : 442034785524

สิงคโปร์ : 6531575746

ฮ่องกง : 85230186877

ฟังการประชุมคอนเฟอเรนซ์ซ้ำ

ฟังได้ 1 ชั่วโมงหลังจากเสร็จสิ้นการประชุม ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2564

รหัสเปิด: 70765

หมายเลขโทรศัพท์อินเดีย +91 22 7194 5757
 +91 22 6663 5757

 สหรัฐอเมริกา (ไม่เสียค่าบริการ) 18332898317

   สหราชอาณาจักร (ไม่เสียค่าบริการ) 8007563427

 สิงคโปร์ (ไม่เสียค่าบริการ) 8001012510

 ฮ่องกง (ไม่เสียค่าบริการ) 800965553

การออกอากาศทางเสียง

บันทึกเสียงของการประชุมคอนเฟอเรนซ์จะถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ที่ลิงก์ https://links.ccwebcast.com/?EventId=LT210505

คลิกที่นี่เพื่อใช้ DiamondPass™ 

DiamondPass™ เป็นบริการระดับพรีเมียม ที่ช่วยให้คุณเชื่อมต่อกับการประชุมคอนเฟอเรนซ์ได้โดยไม่ต้องรออนุมัติจากผู้ให้บริการ

หากคุณมี DiamondPass™ กรุณาคลิกลิงก์ด้านบนเพื่อเชื่อมต่อรหัสของคุณและรับรายละเอียดการเข้าถึงการประชุมนี้ หากคุณไม่มี DiamondPass™ โปรดลงทะเบียนผ่านลิงก์ดังกล่าว และคุณจะได้รับ DiamondPass™ สำหรับการประชุมครั้งนี้

โลโก้: https://mma.prnasia.com/media2/1044154/LTI_Logo.jpg?p=medium600

Are you a Corporate Representative of LTI, an investor, or a member of the Business Press?



โรงกษาปณ์แคนาดาประกาศกำไรและผลการดำเนินงานประจำปี 2020

By | PR, TH

ออตตาวา, ออนแทริโอ, 5 พ.ค. /พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์/ — โรงกษาปณ์แคนาดา (Royal Canadian Mint) หรือ "โรงกษาปณ์" มีความยินดีในการประกาศผลการดำเนินงานประจำปี 2020 เพื่อแจ้งข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของเรา รวมถึงตลาดที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจของเรา และความคาดหวังที่เรามีในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

Royal Canadian Mint (RCM)
Royal Canadian Mint (RCM)

"เมื่อปี 2020 ที่ผ่านมา พนักงานของโรงกษาปณ์แคนาดาได้แสดงให้เห็นความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและมอบผลิตภัณฑ์อันยอดเยี่ยม ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ท้าทายอย่างยิ่ง" Marie Lemay ประธานและซีอีโอของโรงกษาปณ์แคนาดา กล่าว "การทำงานอย่างหนักทำให้ทางโรงกษาปณ์ประสบความสำเร็จ พนักงานต่างปรับตัวอย่างรวดเร็วในยามที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้โรงกษาปณ์มีผลกำไรแข็งแกร่ง"

"โรงกษาปณ์ยังคงรุกหน้ารับมือกับสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ดี โดยให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานมาเป็นอย่างแรก เราได้ปรับการผลิตให้ยังคงมอบบริการที่สำคัญเพื่อสนับสนุนภาคส่วนเหมืองแร่และการเงินที่จำเป็นได้ ขณะเดียวกันก็ได้ปฏิบัติตามระเบียบใหม่ ๆ อันเข้มงวด เพื่อทำให้มั่นใจว่าเราทำงานได้อย่างปลอดภัย"

"โครงการริเริ่มที่พิเศษมาก ๆ อย่างหนึ่งของเราในปี 2020 คือโครงการ Recognition Medal ซึ่งมีขึ้นเพื่อยกย่องบุคลากรด่านหน้า พร้อมระดมทุนให้กับกองทุน COVID-19 Emergency Fund ของ Breakfast Club of Canada โดยพนักงานต่างได้สละเวลาให้กับโครงการนี้ และด้วยน้ำใจจากพนักงานและการสนับสนุนจากชาวแคนาดาหลายพันคน ทางโรงกษาปณ์จึงรวบรวมเงินบริจาคให้ Breakfast Club ได้ถึง 400,000 ดอลลาร์ในปี 2020"

ควรอ่านผลการดำเนินงานทางการเงินควบคู่กับรายงานประจำปีของโรงกษาปณ์แคนาดา ซึ่งอ่านได้ที่ www.mint.ca จำนวนเงินทั้งหมดที่ระบุไว้ในที่นี้อยู่ในรูปสกุลเงินดอลลาร์แคนาดา ยกเว้นในกรณีที่ระบุชัดเจนว่าเป็นเงินสกุลอื่น

ข้อมูลสำคัญทางการเงินและการดำเนินงาน

  • โรงกษาปณ์มีรายได้เพิ่มขึ้น 74% ในปี 2020 เพราะทองแท่งเงินแท่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาด โดยผลกำไรรวมก่อนหักภาษีเงินได้และรายการอื่น ๆ อยู่ที่ 27.5 ล้านดอลลาร์ (เทียบกับปี 2019 ที่ 42.3 ล้านดอลลาร์) โรงกษาปณ์ขายทองแท่งเงินแท่งได้มากขึ้นในปี 2020 ทำให้มีรายได้และต้นทุนขายเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี อัตรากำไรของทางโรงกษาปณ์ได้รับผลกระทบในปี 2020 เพราะธุรกิจอื่น ๆ มีรายได้ลดลง แต่ต้นทุนไม่ได้ลดลงตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางโรงกษาปณ์ยังคงจ่ายค่าจ้างให้พนักงาน และไม่ได้ลดต้นทุนคงที่ในส่วนใดในช่วงเวลาที่การผลิตถูกระงับหรือปรับเปลี่ยนอันเป็นผลจากการแพร่ระบาด จนกระทบต่ออัตรากำไรของโรงกษาปณ์แคนาดาไปประมาณ 6 ล้านดอลลาร์ในปี 2020
  • รายได้รวมเพิ่มขึ้นแตะ 2,527.6 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 (เทียบกับปี 2019 ที่ 1,453.4 ล้านดอลลาร์)
    • ปริมาณทองแท่งเพิ่มขึ้นกว่า 100% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะ 9.828 แสนออนซ์ (เทียบกับปี 2019 ที่ 4.830 แสนออนซ์) ขณะที่ปริมาณเงินแท่งอยู่ที่ 29.5 ล้านออนซ์ (เทียบกับปี 2019 ที่ 22.8 ล้านออนซ์)
    • ยอดขายเหรียญลดลงแตะ 91.9 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 (เทียบกับปี 2019 ที่ 116.8 ล้านดอลลาร์) โดยมีสาเหตุหลักจากการระงับการผลิตเหรียญชั่วคราว อันเป็นผลจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปี 2020
    • รายได้จากธุรกิจ Foreign Circulation ลดลง 2% แตะ 64.2 ล้านดอลลาร์ (เทียบกับปี 2019 ที่ 65.4 ล้านดอลลาร์) โดยผลิตและ/หรือส่งออกเหรียญและเหรียญตัวเปล่าไป 838 ล้านชิ้นในปี 2020 เมื่อเทียบกับปี 2019 ซึ่งทำยอดเหรียญและเหรียญตัวเปล่าไป 1,308 ล้านชิ้น
    • ผลิตและขายเหรียญหมุนเวียนของแคนาดาส่งให้กระทรวงการคลังเก็บเข้าคลังไว้ 229 ล้านชิ้นในปี 2020 (เทียบกับปี 2019 ที่ 385 ล้านชิ้น) ขณะที่ขายเหรียญให้สถาบันการเงินลดลง 8% เทียบรายปี
  • ค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานเพิ่มขึ้น 4% เทียบรายปี แตะ 98.5 ล้านดอลลาร์ (เทียบกับปี 2019 ที่ 94.5 ล้านดอลลาร์) โดยทางโรงกษาปณ์ได้ให้ความสนใจในการเพิ่มความยืดหยุ่นขององค์กรในปี 2020 รวมถึงการปรับปรุงวิสัยทัศน์ทางกลยุทธ์ระยะยาว และกลยุทธ์พลิกโฉมธุรกิจของโรงกษาปณ์ในอนาคต
  • เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้นแตะ 67.3 ล้านดอลลาร์ (เทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2019 ที่ 65.5 ล้านดอลลาร์) หลังจากที่โรงกษาปณ์แคนาดาได้ประกาศและจ่ายเงินปันผลไป 20 ล้านดอลลาร์ให้ผู้ถือหุ้น ซึ่งก็คือรัฐบาลแคนาดา ในปี 2020 เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดยังคงอยู่ในระดับที่กำหนดไว้ในการสนับสนุนการทำงานของโรงกษาปณ์แคนาดา

ผลการดำเนินงานและผลประกอบการทางการเงินรวม
(แสดงเป็นหน่วยล้านดอลลาร์แคนาดา สำหรับปีที่สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม ปี 2020 และ 2019)

สิ้นสุดปี ณ วันที่

31 ธันวาคม
2020

31 ธันวาคม
2019

การเปลี่ยนแปลงเป็นจำนวนเงิน

การเปลี่ยนแปลงเป็นร้อยละ

รายได้

$

2,527.6

$

1,453.4

$

1,074.2

74

กำไรก่อนหักภาษีเงินได้และรายการอื่น ๆ1

$

27.5

$

42.3

$

(14.8)

(35)

อัตรากำไรก่อนหักภาษีเงินได้และรายการอื่น ๆ

1.1%

2.9%

กำไรในช่วงเวลารายงาน

$

37.7

$

34.8

(1)   อ่านข้อมูลการพิสูจน์ยอดกำไรก่อนหักภาษีเงินได้และรายการอื่น ๆ จากกำไรในช่วงเวลารายงานได้ที่หน้า 35 ในรายงานประจำปี 2020 ของโรงกษาปณ์แคนาดา

 

ณ วันที่

31 ธันวาคม

2020

31 ธันวาคม

 2019

การเปลี่ยนแปลงเป็นจำนวนเงิน

การเปลี่ยนแปลงเป็นร้อยละ

เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด

$

67.3

$

65.5

$

1.8

3

สินค้าคงเหลือ

$

57.6

$

94.9

$

(37.3)

(39)

สินทรัพย์ลงทุน

$

161.1

$

173.9

$

(12.8)

(7)

สินทรัพย์ทั้งหมด

$

379.4

$

429.9

$

(50.5)

(12)

เงินทุนหมุนเวียน

$

112.9

$

102.5

$

10.4

10

ตามแผนบริหารความต่อเนื่อง โรงกษาปณ์แคนาดาจะยังคงเฝ้าติดตามเครือข่ายซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ทั่วโลก เพื่อให้โรงกษาปณ์ดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง และแม้ว่าจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว แต่ทางโรงกษาปณ์แคนาดาคาดว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะยังคงกระทบต่อผลประกอบการในปี 2021

อ่านรายงานประจำปี 2020 ของโรงกษาปณ์แคนาดาเพิ่มเติมได้ที่ www.mint.ca

เกี่ยวกับโรงกษาปณ์แคนาดา (Royal Canadian Mint)
โรงกษาปณ์แคนาดาเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (Crown Corporation) ที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องการผลิตเหรียญกษาปณ์และการจำหน่ายเหรียญหมุนเวียนของแคนาดา โรงกษาปณ์ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในโรงกษาปณ์ขนาดใหญ่และมีความหลากหลายมากที่สุดในโลก โดยให้บริการผลิตภัณฑ์เหรียญหลายประเภทที่มีความเฉพาะเจาะจงและมีคุณภาพสูง รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องในระดับนานาชาติ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของโรงกษาปณ์แคนาดา กรุณาเข้าชม www.mint.ca ติดตามข่าวสารของโรงกษาปณ์แคนาดาได้ทาง TwitterFacebook และ Instagram

ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า

ข่าวแจ้งผลการดำเนินงานนี้ประกอบด้วยข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า ที่สะท้อนให้เห็นความคาดหวังของฝ่ายบริหารเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ แผนงาน กลยุทธ์ การเติบโตในอนาคต ผลลัพธ์การดำเนินงาน ผลประกอบการ ตลอดจนแนวโน้มและโอกาสทางธุรกิจของโรงกษาปณ์ ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้ามักระบุคำหรือกลุ่มคำ เช่น "แผน" "คาดการณ์" "คาดหวัง" "เชื่อ" "คาดคะเน" "ประสงค์" รวมถึงคำหรือกลุ่มคำอื่น ๆ ที่มีความหมายในทำนองเดียวกัน ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่เป็นเพียงการคาดการณ์ในเรื่องการเติบโต ผลลัพธ์การดำเนินงาน ผลประกอบการ ตลอดจนแนวโน้มและโอกาสทางธุรกิจ (สมมติฐาน) ที่คาดหวังไว้เท่านั้น แม้ฝ่ายบริหารพิจารณาว่าสมมติฐานเหล่านี้มีความเหมาะสมตามข้อมูลที่มีอยู่แล้ว แต่สมมติฐานที่ว่านี้อาจไม่ถูกต้อง เพราะการคาดคะเนผลลัพธ์ในอนาคตมีความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และปัจจัยอื่น ๆ มากมาย ที่อาจทำให้ผลลัพธ์จริงแตกต่างไปอย่างมากจากที่ทางโรงกษาปณ์คาดหวังเอาไว้ ความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และปัจจัยอื่น ๆ เหล่านี้รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในส่วน Risks to Performance ของบท Management Discussion and Analysit ในรายงานประจำปี 2020 ของโรงกษาปณ์ เช่นเดียวกับใน Note 9 – Financial Instruments and Financial Risk Management ของงบการเงินรวมที่สอบบัญชีแล้วจากทางโรงกษาปณ์ สำหรับปีที่สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2020 ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าในข่าวแจ้งผลการดำเนินงานนี้มีขึ้น ณ วันที่ 30 เมษายน 2021 โดยโรงกษาปณ์แคนาดาไม่มีพันธะผูกพันในการปรับปรุงข้อความเหล่านี้ แม้ว่าจะมีข้อมูลใหม่ เหตุการณ์ในอนาคต สถานการณ์เปลี่ยนแปลง หรือด้วยเหตุผลอื่นใดหลังจากวันดังกล่าว

Alex Reeves, Senior Manager, Public Affairs, โทร: (613) 884-6370, [email protected] 

โลโก้ – https://mma.prnasia.com/media2/1500959/royal_canadian_mint_royal_canadian_mint_reports_profits_and_perf.jpg?p=medium600

 

Related Links :

https://www.mint.ca/

Are you a Corporate Representative of Royal Canadian Mint (RCM), an investor, or a member of the Business Press?